เป็นการปวดท้องที่ยาวนานมหาศาล
ผ่านไป 5 วัน
ใครจะรู้ว่าโรคกระเพาะทำให้ทรมานได้ขนาดนี้
วันนี้แก้ปัญหาการปวดโดยการกินตลอดเวลา
(แต่กินทีละคำเล็กๆนะ)
รู้อยู่ว่าทำให้กระเพาะทำงานหนัก
แต่บางที การที่มันหายปวดตอนนี้ก็เป็นทางเลือกที่ดีกว่า
(แต่ไอ้ปวดหนักอีกที ข้างหน้า ก็ค่อยไปแก้ปัญหาเอา)
7.2.51
1.2.51
ภาคต่อ
เมื่อวานประมาณว่าอัพไม่เสร็จ
มีอันต้องปิดคอมไปก่อน
ขี้เกียจเขียนใหม่
ชื่อหัวข้อมันยาวเหลือเกินค่ะ
ขอเขียนต่อ
เนื่องจากได้อ่านข้อความหนึ่ง ในนิตยสาร Brigde เล่มล่าสุด
(เป็นนิตยสารที่ดีนะคะ สามารถหาอ่านได้ที่ SE-ED book)
พูดถึงอนาคิน สกายวอล์กเกอร์ ที่ปล่อยตัวปล่อยใจให้อำนาจมืดครอบครอง
กลายเป็น ดาร์คเวเดอร์ซะนี่
ว่าแล้วก็นึกถึง นาย ทอม ริดเดิ้ล พ่อมดผู้เก่งกาจ
ที่ปล่อยให้ตัวเองหยิ่ง จนสุดท้ายก็ตายอนาถ
(มาจากหนังสือเรื่อง Harry Potter เล่ม 7
ใครยังไม่อ่านก็ขอโทษด้วยที่ spoil นะคะ อิอิ)
ดับอนาถทั้งคู่
ที่จริง 2 คนนี้เป็นคนที่เก่งระดับ Top ของสังคมนั้นเลยนะ
เก่งแบบหาใครเทียบยาก
ได้รับการคาดหวังและ "อวย" อย่างเต็มที่
... ถ้าใช้มันเพื่องานรับใช้พระเจ้า เอ้ย!! งานช่วยเหลือโลกมนุษย์นะ
โลกอาจจะสงบสุขกว่านี้เยอะ ...
สมมติว่ามีคนแบบนี้อีกสัก 10 คน
หรือมีสัก 100 หรือ 1000 คน
โห...
ความเสียดายบังเกิดค่ะ
อนาคิน สกายวอล์กเกอร์ และ ลอร์ดโวลเดอร์มอร์ เป็นเรื่องในนวนิยาย
คนที่ควบคุมนิสัย จิตใจ และเรื่องราวของ 2 คนนี้ ก็คือผู้เขียน
จะไปโทษคนเขียนก็คงไม่ได้ (เพราะมีคนแบบนี้อยู่ อ่านแล้วมันก็สนุกดี)
มนุษย์เป็นผู้ที่กำหนดเส้นทางเดินชีวิตของเขาเอง
กำหนดด้วยการใช้ชีวิต และการตัดสินใจในทุกเรื่องราว
การที่จะเป็นเหมือนอนาคิน หรือ นายทอม ริดเดิ้ล
คือคุณต้องแสวงหาความเก่งกาจที่มีได้อย่างไม่จำกัดในชีวิตของคุณ
แต่การที่จะเป็นดาร์คเวเดอร์ หรือ ลอร์ดโวลเดอร์มอร์
คือคุณเชื่อมั่นว่า ความเก่งกาจของคุณ มีเพื่อทำให้ตัวคุณดีกว่าคนอื่น
ประมาณว่าเห็นแก่ตัว อะไรอย่างนั้น
สวัสดีชาวโลก
เลือกให้ถูกทางนะคะ
เสียดายน่ะ
และบทความภาคต่อ ก็จบด้วยประการฉะนี้!!!
มีอันต้องปิดคอมไปก่อน
ขี้เกียจเขียนใหม่
ชื่อหัวข้อมันยาวเหลือเกินค่ะ
ขอเขียนต่อ
เนื่องจากได้อ่านข้อความหนึ่ง ในนิตยสาร Brigde เล่มล่าสุด
(เป็นนิตยสารที่ดีนะคะ สามารถหาอ่านได้ที่ SE-ED book)
พูดถึงอนาคิน สกายวอล์กเกอร์ ที่ปล่อยตัวปล่อยใจให้อำนาจมืดครอบครอง
กลายเป็น ดาร์คเวเดอร์ซะนี่
ว่าแล้วก็นึกถึง นาย ทอม ริดเดิ้ล พ่อมดผู้เก่งกาจ
ที่ปล่อยให้ตัวเองหยิ่ง จนสุดท้ายก็ตายอนาถ
(มาจากหนังสือเรื่อง Harry Potter เล่ม 7
ใครยังไม่อ่านก็ขอโทษด้วยที่ spoil นะคะ อิอิ)
ดับอนาถทั้งคู่
ที่จริง 2 คนนี้เป็นคนที่เก่งระดับ Top ของสังคมนั้นเลยนะ
เก่งแบบหาใครเทียบยาก
ได้รับการคาดหวังและ "อวย" อย่างเต็มที่
... ถ้าใช้มันเพื่องานรับใช้พระเจ้า เอ้ย!! งานช่วยเหลือโลกมนุษย์นะ
โลกอาจจะสงบสุขกว่านี้เยอะ ...
สมมติว่ามีคนแบบนี้อีกสัก 10 คน
หรือมีสัก 100 หรือ 1000 คน
โห...
ความเสียดายบังเกิดค่ะ
อนาคิน สกายวอล์กเกอร์ และ ลอร์ดโวลเดอร์มอร์ เป็นเรื่องในนวนิยาย
คนที่ควบคุมนิสัย จิตใจ และเรื่องราวของ 2 คนนี้ ก็คือผู้เขียน
จะไปโทษคนเขียนก็คงไม่ได้ (เพราะมีคนแบบนี้อยู่ อ่านแล้วมันก็สนุกดี)
มนุษย์เป็นผู้ที่กำหนดเส้นทางเดินชีวิตของเขาเอง
กำหนดด้วยการใช้ชีวิต และการตัดสินใจในทุกเรื่องราว
การที่จะเป็นเหมือนอนาคิน หรือ นายทอม ริดเดิ้ล
คือคุณต้องแสวงหาความเก่งกาจที่มีได้อย่างไม่จำกัดในชีวิตของคุณ
แต่การที่จะเป็นดาร์คเวเดอร์ หรือ ลอร์ดโวลเดอร์มอร์
คือคุณเชื่อมั่นว่า ความเก่งกาจของคุณ มีเพื่อทำให้ตัวคุณดีกว่าคนอื่น
ประมาณว่าเห็นแก่ตัว อะไรอย่างนั้น
สวัสดีชาวโลก
เลือกให้ถูกทางนะคะ
เสียดายน่ะ
และบทความภาคต่อ ก็จบด้วยประการฉะนี้!!!
31.1.51
อนาคิน สกายวอล์กเกอร์ VS ลอร์ด โวลเดอร์มอร์
นวนิยาย sifi หลายสิปปีก่อน และนวนิยายพ่อมดที่สุดจะฮิตในปัจจุบัน
มีหนึ่งเรื่องที่ให้ข้อคิดไม่ต่างกันกับเรา
เดี๋ยวมาอัพต่อ
ระหว่างรอก็ลองทายดูนะคะ
มีหนึ่งเรื่องที่ให้ข้อคิดไม่ต่างกันกับเรา
เดี๋ยวมาอัพต่อ
ระหว่างรอก็ลองทายดูนะคะ
27.1.51
"สัญญา"
การทำตามสัญญา
รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ยากนะ ว่าไหม
ในปีหนึ่ง เราให้คำสัญญากับตัวเองไปกี่ข้อ
และให้คำสัญญากับคนอื่นไปกี่ข้อ
.....
แล้วเราทำได้กี่ข้อน้า
กี่ครั้งแล้วที่ให้คำสัญญาแก่คนอื่น
หรือรับปากอะไรสักอย่าง... แล้วก็ไม่ทำ
-- ไม่ใช่ทำไม่ได้
แต่ไม่ทำ --
เวลาที่เรารอคอยคำสัญญาของใครบางคน
...คำสัญญาที่มีคุณค่า และมีความหมายต่อชีวิต...
การรอคอยนั้นคงเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย
แล้วเวลาที่ใครสักคน
รอคอยคำสัญญาของเรา โดยที่เราแทบไม่ได้ใส่ใจเลยด้วยซ้ำ
ว่ารับปากอะไรไป
... ก็เหมือนกับเราทำลายคุณค่าของคำสัญญาที่ให้กับคนอื่นไปอย่างไม่ตั้งใจ
ไม่ควรเลย
ถ้าหากมีใครคนหนึ่งให้คำสัญญากับเรา
เป็นคำสัญญาที่มีคุณค่าและมีความหมายต่อชีวิต
สิ่งเดียวที่จะทำให้การรอคอยนั้นไม่กระวนกระวาย
และไม่หวั่นไหว --
คือการมั่นใจว่า
เจ้าของคำสัญญานั้น... ไม่เคยที่จะไม่ใส่ใจ
ไม่เคยละเลยคำพูดใดๆ ที่ให้ไว้
ไม่เคยที่จะเลิกรัก
และไม่เคยที่จะทำไม่ได้ในสิ่งที่ตั้งใจ
ขอบคุณพระเจ้าค่ะ
สำหรับความมั่นคงในจิตใจ
ที่จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน ทุกวัน
สัญญาค่ะ
ทุกคำสัญญาในครั้งต่อไป
จะเป็นคำสัญญาที่ไม่ทำให้ใครต้องผิดหวัง
และไม่ทำให้ใครต้องรอคอยอย่างไร้ความหมาย...
รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ยากนะ ว่าไหม
ในปีหนึ่ง เราให้คำสัญญากับตัวเองไปกี่ข้อ
และให้คำสัญญากับคนอื่นไปกี่ข้อ
.....
แล้วเราทำได้กี่ข้อน้า
กี่ครั้งแล้วที่ให้คำสัญญาแก่คนอื่น
หรือรับปากอะไรสักอย่าง... แล้วก็ไม่ทำ
-- ไม่ใช่ทำไม่ได้
แต่ไม่ทำ --
เวลาที่เรารอคอยคำสัญญาของใครบางคน
...คำสัญญาที่มีคุณค่า และมีความหมายต่อชีวิต...
การรอคอยนั้นคงเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย
แล้วเวลาที่ใครสักคน
รอคอยคำสัญญาของเรา โดยที่เราแทบไม่ได้ใส่ใจเลยด้วยซ้ำ
ว่ารับปากอะไรไป
... ก็เหมือนกับเราทำลายคุณค่าของคำสัญญาที่ให้กับคนอื่นไปอย่างไม่ตั้งใจ
ไม่ควรเลย
ถ้าหากมีใครคนหนึ่งให้คำสัญญากับเรา
เป็นคำสัญญาที่มีคุณค่าและมีความหมายต่อชีวิต
สิ่งเดียวที่จะทำให้การรอคอยนั้นไม่กระวนกระวาย
และไม่หวั่นไหว --
คือการมั่นใจว่า
เจ้าของคำสัญญานั้น... ไม่เคยที่จะไม่ใส่ใจ
ไม่เคยละเลยคำพูดใดๆ ที่ให้ไว้
ไม่เคยที่จะเลิกรัก
และไม่เคยที่จะทำไม่ได้ในสิ่งที่ตั้งใจ
ขอบคุณพระเจ้าค่ะ
สำหรับความมั่นคงในจิตใจ
ที่จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน ทุกวัน
สัญญาค่ะ
ทุกคำสัญญาในครั้งต่อไป
จะเป็นคำสัญญาที่ไม่ทำให้ใครต้องผิดหวัง
และไม่ทำให้ใครต้องรอคอยอย่างไร้ความหมาย...
22.1.51
อบอุ่น ....
สองวันที่ผ่านมา
มีหมอกลง ระหวางการเดินทางไปทำงาน
อากาศเย็น สบายๆ ไม่หนาว แดดไม่แรง
ถ้าเดินกลางแดดจะรู้สึกอบอุ่นกำลังดี
ชอบเวลาที่หมอกลง
ชอบเวลาอากาศเย็นๆ
เพราะรู้สึกว่าคนรอบข้างจะทำให้เราอบอุ่นได้ง่ายกว่าบรรยากาศอื่นๆ
มีพี่คนหนึ่ง บอกว่า อยู่ใกล้หมี่แล้วรู้สึกอบอุ่น
หมี่ก็ถามเขาไปว่า "อบอุ่น หมายความว่ายังไง"
มันรู้สึกเหมือนปลอดภัย ไว้วางใจ คลายกังวล
เพิ่งจะเข้าใจความรู้สึกของคำว่า "อบอุ่น" เมื่อไม่นานมานี้
เวลาที่ใครบางคนอยู่ข้างๆ
คุยกันในเรื่องที่ง่ายๆ
บางทีก็รู้สึกอบอุ่น เลิกวุ่นวายได้ไปเยอะ
(ไปฟังเพลง เข้ากันดี ของ Scrubb ดูนะ แล้วจะเข้าใจ)
เวลาคุยกับบางคน
ปรึกษาหารือกันแทบตาย
ไม่ได้ช่วยให้หายกังวลอะไรเล้ยยยย
คนที่ทำให้เกิดความอบอุ่นในใจ คงหาได้ไม่ง่ายเท่าไหร่
หากันต่อไปนะ ชาวโลก
มีหมอกลง ระหวางการเดินทางไปทำงาน
อากาศเย็น สบายๆ ไม่หนาว แดดไม่แรง
ถ้าเดินกลางแดดจะรู้สึกอบอุ่นกำลังดี
ชอบเวลาที่หมอกลง
ชอบเวลาอากาศเย็นๆ
เพราะรู้สึกว่าคนรอบข้างจะทำให้เราอบอุ่นได้ง่ายกว่าบรรยากาศอื่นๆ
มีพี่คนหนึ่ง บอกว่า อยู่ใกล้หมี่แล้วรู้สึกอบอุ่น
หมี่ก็ถามเขาไปว่า "อบอุ่น หมายความว่ายังไง"
มันรู้สึกเหมือนปลอดภัย ไว้วางใจ คลายกังวล
เพิ่งจะเข้าใจความรู้สึกของคำว่า "อบอุ่น" เมื่อไม่นานมานี้
เวลาที่ใครบางคนอยู่ข้างๆ
คุยกันในเรื่องที่ง่ายๆ
บางทีก็รู้สึกอบอุ่น เลิกวุ่นวายได้ไปเยอะ
(ไปฟังเพลง เข้ากันดี ของ Scrubb ดูนะ แล้วจะเข้าใจ)
เวลาคุยกับบางคน
ปรึกษาหารือกันแทบตาย
ไม่ได้ช่วยให้หายกังวลอะไรเล้ยยยย
คนที่ทำให้เกิดความอบอุ่นในใจ คงหาได้ไม่ง่ายเท่าไหร่
หากันต่อไปนะ ชาวโลก
18.1.51
การหยุดพักของสมอง
อยู่ดีๆ ก็คิดขึ้นมาว่า
ในแต่ละวันของการดำเนินชีวิตของมนุษย์..
จำเป็นไหมที่ต้องมีการหยุดพักของสมอง
(แบบที่ไม่ใช่การนอนยาวอะนะ)
คนนี้ใช้สมองแบบนี้ ทำงานแบบนั้น ต้องมีเวลาพักสมอง หยุดคิดเท่านี้ชั่วโมง
คนนั้นใช้สมองแบบนั้น ทำงานแบบนี้ ต้องมีเวลาพักสมอง หยุดคิดเท่านั้นชั่วโมง
ว่ากันว่า ยิ่งคิดเยอะ คิดฉลาด
คิดเยอะแล้วฉลาดจริงรึเปล่า
ไม่ว่าจะคิดอะไรก็ฉลาดหรือไงนะ
อย่างนี้ คนที่คิดไปเองในหลายๆ เรื่อง
แต่ความจริงไม่ได้เป็นอย่างที่คิด
ถือว่าฉลาดไหม
คงจะไม่ เพราะตรรกะไม่ตรงกับผลลัพธ์ทางความคิดที่ได้
เท่าที่ค้นพบ มนุษย์หยุดพักสมองได้ 2 วิธีการ
วิธีการแรกคือนอนหลับ
--- นอนหลับแบบนอนยาว ปิดโหมดทุกส่วนของร่างกาย (ยกเว้นระบบหายใจ)
แบบนี้ได้พักทั้งสมองและร่างกายด้วย
.........
แต่หลายครั้งที่นอนยาวและก็ฝัน หรือบางทีก็หลับๆ ตื่นๆ
นอนเหมือนไม่ได้นอน พักเหมือนไม่ได้พัก
อืม... คงใช้ได้ระดับหนึ่ง
วิธีการที่สอง ก็คือ
(ใช้ได้กับทุกคนนะคะ)
หยุดพักกับพระเจ้า
เวลาที่เราไว้วางใจพระเจ้ามากจนถึงระดับหนึ่ง
สมองจะหยุดคิดในเรื่องวุ่นวายมากมาย หยุดกังวลกับการงานและปัญหาทุกสิ่งอย่างได้
การคิดตลอดเวลา อาจทำให้สมองทำงานตลอดเวลา
แต่การคิดในสิ่งที่ไม่ควรจะคิด นอกจากสมองจะทำงานหนักแล้ว
อาจจะทำให้หัวใจทำงานหนักด้วยเช่นกัน
หยุดพักสักหน่อยก็ดีนะ ทั้งสมองและหัวใจ
ไม่ใช่แค่หยุดการคิด
แต่เอาหัวใจเข้ามาปรับสมดุลในความถูกต้อง
สมองก็น่าจะถูกปรับสมดุลด้วยนะ
แบบนี้ การคิดคงไม่ทำให้สมองเหนื่อยสักเท่าไหร่แล้วล่ะ
ขอบคุณพระเจ้าค่ะ
ที่สอนวิธีการคิดอย่างถูกต้อง
(และให้อภัยในการคิดของหมี่ ที่บางครั้งก็ไม่ได้ถูกต้อง...จนเหนื่อยไปเอง)
ในแต่ละวันของการดำเนินชีวิตของมนุษย์..
จำเป็นไหมที่ต้องมีการหยุดพักของสมอง
(แบบที่ไม่ใช่การนอนยาวอะนะ)
คนนี้ใช้สมองแบบนี้ ทำงานแบบนั้น ต้องมีเวลาพักสมอง หยุดคิดเท่านี้ชั่วโมง
คนนั้นใช้สมองแบบนั้น ทำงานแบบนี้ ต้องมีเวลาพักสมอง หยุดคิดเท่านั้นชั่วโมง
ว่ากันว่า ยิ่งคิดเยอะ คิดฉลาด
คิดเยอะแล้วฉลาดจริงรึเปล่า
ไม่ว่าจะคิดอะไรก็ฉลาดหรือไงนะ
อย่างนี้ คนที่คิดไปเองในหลายๆ เรื่อง
แต่ความจริงไม่ได้เป็นอย่างที่คิด
ถือว่าฉลาดไหม
คงจะไม่ เพราะตรรกะไม่ตรงกับผลลัพธ์ทางความคิดที่ได้
เท่าที่ค้นพบ มนุษย์หยุดพักสมองได้ 2 วิธีการ
วิธีการแรกคือนอนหลับ
--- นอนหลับแบบนอนยาว ปิดโหมดทุกส่วนของร่างกาย (ยกเว้นระบบหายใจ)
แบบนี้ได้พักทั้งสมองและร่างกายด้วย
.........
แต่หลายครั้งที่นอนยาวและก็ฝัน หรือบางทีก็หลับๆ ตื่นๆ
นอนเหมือนไม่ได้นอน พักเหมือนไม่ได้พัก
อืม... คงใช้ได้ระดับหนึ่ง
วิธีการที่สอง ก็คือ
(ใช้ได้กับทุกคนนะคะ)
หยุดพักกับพระเจ้า
เวลาที่เราไว้วางใจพระเจ้ามากจนถึงระดับหนึ่ง
สมองจะหยุดคิดในเรื่องวุ่นวายมากมาย หยุดกังวลกับการงานและปัญหาทุกสิ่งอย่างได้
การคิดตลอดเวลา อาจทำให้สมองทำงานตลอดเวลา
แต่การคิดในสิ่งที่ไม่ควรจะคิด นอกจากสมองจะทำงานหนักแล้ว
อาจจะทำให้หัวใจทำงานหนักด้วยเช่นกัน
หยุดพักสักหน่อยก็ดีนะ ทั้งสมองและหัวใจ
ไม่ใช่แค่หยุดการคิด
แต่เอาหัวใจเข้ามาปรับสมดุลในความถูกต้อง
สมองก็น่าจะถูกปรับสมดุลด้วยนะ
แบบนี้ การคิดคงไม่ทำให้สมองเหนื่อยสักเท่าไหร่แล้วล่ะ
ขอบคุณพระเจ้าค่ะ
ที่สอนวิธีการคิดอย่างถูกต้อง
(และให้อภัยในการคิดของหมี่ ที่บางครั้งก็ไม่ได้ถูกต้อง...จนเหนื่อยไปเอง)
15.1.51
-- นึกว่าง่าย --
หนึ่งเรื่อง ที่แอบกลุ้มใจและเป็นห่วงที่สุดตอนนี้
ปกอัลบั้ม Eve & the Adams
เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา ไปถ่ายปกอัลบั้มกัน
หลังจากที่ต้องเร่ง product เพื่อให้การประชาสัมพันธ์ไปตามเป้าหมายได้
(โดยที่สรุปคอนเซ็ปต์ ภาพลักษณ์อะไรต่างๆ นาๆ ก็ยังเพิ่งจะลงตัว เห็นภาพตรงกันเอาวันพุธเอง)
น่ากังวลเป็นที่สุด
การทำงานที่เรายังไม่เห็นภาพอะไรเลย
และก็มีข้อจำกัดเต็มไปหมด
ภาพที่ออกมาในเบื้องต้น...เป็นที่น่าพอใจ...
เราตื่นเต้นและสนุกสนานกับรูปถ่ายเหล่านั้นมากเลยนะ
รู้สึกว่า นี่แหละ ธรรมชาติของนักดนตรีวงนี้ที่เรารู้จัก
มันก็คงไม่เพียงพอหรอก สำหรับความคิดของเด็กน้อย 2 คน
ที่ไม่ได้มีประสบการณ์ ไม่ได้มีความสามารถทางด้าน Art มากมาย
ข้อสรุปที่เป็นความคิดเห็นของหลายๆ คน ก็คือ ไปถ่ายรูปกันอีกสักครั้งดีกว่า หลังจากที่เราเห็นภาพในหัวกันแล้ว
ภาพการเดินทางที่เต็มไปด้วยแสงสะท้อนเลนส์จากดวงอาทิตย์
ที่สื่อความหมายของ seek & find อย่างได้อารมณ์และสวยงาม
... บรรยายไม่ถูก
ไม่อยากยอมรับความล้มเหลวของตัวเองที่ทำงานได้ไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็น
ไม่อยากยอมรับคำตอบสุดท้ายจากบางความคิดเห็น ทั้งที่ก็ยังบอกตัวเองไม่ได้
-- ว่าการถ่ายภาพใหม่เป็นทางออกที่ดีที่สุด --
แต่อย่างน้อยก็คงต้องยอมรับว่า
การทำงานลงแรงและลงเงินในตอนนั้น
ยังถูกใช้ได้ไม่คุ้มค่า
เพราะงานไม่ได้ถูกคิดและควบคุมอย่างดีที่สุด
... น่าเสียใจ ...
แต่ไม่เป็นไร เป็นบทเรียนที่สอนหมี่ว่า
ไม่มีงานอะไรที่ง่าย ใช้เวลาน้อย ทำการบ้านน้อย
... แล้วจะออกมาดี อย่างที่ตั้งใจ
สุดมือคว้า คือจุดเริ่มต้นของพระหัตถ์พระเจ้า
แต่ถ้าไม่สุดมือจริงๆ พระหัตถ์พระเจ้าก็ยังมีพระคุณ
...ที่ดึงมือของเราให้ยืดยาวจนสุด เพื่อการทำงานในครั้งต่อไป...
ปกอัลบั้ม Eve & the Adams
เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา ไปถ่ายปกอัลบั้มกัน
หลังจากที่ต้องเร่ง product เพื่อให้การประชาสัมพันธ์ไปตามเป้าหมายได้
(โดยที่สรุปคอนเซ็ปต์ ภาพลักษณ์อะไรต่างๆ นาๆ ก็ยังเพิ่งจะลงตัว เห็นภาพตรงกันเอาวันพุธเอง)
น่ากังวลเป็นที่สุด
การทำงานที่เรายังไม่เห็นภาพอะไรเลย
และก็มีข้อจำกัดเต็มไปหมด
ภาพที่ออกมาในเบื้องต้น...เป็นที่น่าพอใจ...
เราตื่นเต้นและสนุกสนานกับรูปถ่ายเหล่านั้นมากเลยนะ
รู้สึกว่า นี่แหละ ธรรมชาติของนักดนตรีวงนี้ที่เรารู้จัก
มันก็คงไม่เพียงพอหรอก สำหรับความคิดของเด็กน้อย 2 คน
ที่ไม่ได้มีประสบการณ์ ไม่ได้มีความสามารถทางด้าน Art มากมาย
ข้อสรุปที่เป็นความคิดเห็นของหลายๆ คน ก็คือ ไปถ่ายรูปกันอีกสักครั้งดีกว่า หลังจากที่เราเห็นภาพในหัวกันแล้ว
ภาพการเดินทางที่เต็มไปด้วยแสงสะท้อนเลนส์จากดวงอาทิตย์
ที่สื่อความหมายของ seek & find อย่างได้อารมณ์และสวยงาม
... บรรยายไม่ถูก
ไม่อยากยอมรับความล้มเหลวของตัวเองที่ทำงานได้ไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็น
ไม่อยากยอมรับคำตอบสุดท้ายจากบางความคิดเห็น ทั้งที่ก็ยังบอกตัวเองไม่ได้
-- ว่าการถ่ายภาพใหม่เป็นทางออกที่ดีที่สุด --
แต่อย่างน้อยก็คงต้องยอมรับว่า
การทำงานลงแรงและลงเงินในตอนนั้น
ยังถูกใช้ได้ไม่คุ้มค่า
เพราะงานไม่ได้ถูกคิดและควบคุมอย่างดีที่สุด
... น่าเสียใจ ...
แต่ไม่เป็นไร เป็นบทเรียนที่สอนหมี่ว่า
ไม่มีงานอะไรที่ง่าย ใช้เวลาน้อย ทำการบ้านน้อย
... แล้วจะออกมาดี อย่างที่ตั้งใจ
สุดมือคว้า คือจุดเริ่มต้นของพระหัตถ์พระเจ้า
แต่ถ้าไม่สุดมือจริงๆ พระหัตถ์พระเจ้าก็ยังมีพระคุณ
...ที่ดึงมือของเราให้ยืดยาวจนสุด เพื่อการทำงานในครั้งต่อไป...
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)