5.2.12

เมื่อเราไม่ชอบตัวเอง


เมื่อวันก่อน อ่านการ์ตูนเล่มหนึ่ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับนักเรียนญี่ปุ่นที่มีการรังแกกัน
ชื่อเรื่องว่า "Life" ลองไปหาอ่านดูก็ได้ สนุกดี
ในเรื่อง ช่วงท้ายๆ นางเอกพูดขึ้นมาคำหนึ่งว่า "ฉันเคยเกลียดตัวเอง" 

เคยเกลียดหรือไม่ชอบตัวเองกันหรือเปล่า
ความเกลียดหรือไม่ชอบตัวเองคืออะไร มันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและลึกซึ้งนะ ว่าไหม
หมี่คิดแบบนี้ว่า ไม่ว่าเราจะเกิดมาอย่างสมบูรณ์ดี มีความสุขอย่างไร
มันก็เป็นไปได้ทั้งนั้นที่เราจะเกิดอาการไม่ชอบตัวเองขึ้นมา อย่างน้อยก็สักแว่บหนึ่ง

เคยเป็นแหละ
ไม่ชอบตัวเองที่รู้สึกอะไรบางอย่างที่ไม่ควรจะรู้สึก เช่น หมั่นไส้ชาวบ้าน อิจฉา
ไม่ชอบตัวเองที่ไม่กล้าทำในสิ่งที่คิดว่าควรจะทำ
ไม่ชอบตัวเองที่ตั้งกฏอะไรไว้กับตัวเอง แล้วไม่เคยจะทำได้สักที
อยากรู้ว่าเพราะอะไรเราถึงไม่ชอบหรือเกลียดตัวเอง ทั้งๆ ที่มันก็คือตัวเราเอง
จะหาเหตุผลหรือที่มาที่ไปที่ทำให้เป็นแบบนั้น ก็เป็นเราเองที่รู้เอง เข้าใจตัวเอง
ให้อภัยตัวเองได้อยู่คนเดียว

นี่เป็นความเป็นมนุษย์อีกอย่างหนึ่งที่ตลกดี 

อ่านหนังสืออีกเล่มของ คำผกา ชื่อ "ยำใหญ่ใส่ความรัก"
เขียนไว้ตอนหนึ่งประมาณว่า ทุกคนคงเคยเป็น ที่รู้สึกมีความสุขจนอิจฉาตัวเอง

อืม เคยเป็นเหมือนกัน
ช่วงเวลาแบบนั้นมักจะเกิดขึ้นเมื่อได้นั่งเฉยๆ ท่ามกลางอากาศดีๆ 
กินอะไรสักอย่างอร่อยๆ
ไปเที่ยวที่ไหนสักที่ที่ชอบมาก  
หรือได้เดินทางไปในที่ใหม่ๆ 

ตอนนี้เริ่มรู้สึกไม่ชอบอะไรบางอย่างในตัวเองอีกแล้ว
เพราะอะไรก็ไม่รู้ หาคำตอบไม่ได้เหมือนเดิม 
คิดไปคิดมาก็ค้นพบว่า อาจจะเป็นเพราะไม่ชอบชีวิตตัวเองตอนนี้ 
มันเรียบเกินไป มันง่ายเกินไป มันเบาเกินไป... รึเปล่า?

ไม่รู้แฮะ 

อยากโกยเสื้อผ้าใส่เป้แบกขึ้นรถทัวร์ไปเที่ยวคนเดียวสักสามวัน 

อยากทำอะไรตามใจตัวเองโคตรๆ แบบไม่ยุ่งเกี่ยวกับคนรู้จักสักสามวัน

วุ้ย!

My 3rd journey story


Yesterday I already wrote my second one into my email from BB. After saying that I will wake up very early and go to the top of Inthanon, I got it!

6.30 washing my face with cold water helped me fully get up. In fact, I love cold weather so it's ok to be active today on Inthanon hill.

I have a plan to go to USA in next 4 months, that's the reason why I write this note in English. Yes! To practice.

Now I'm sitting beside Pra Mahatart near Inthanon's top and watching view of the mountain and the country, also people who's traveling, photographing and, just, walking. You know, "Top of the world" view always make us clam and comfortable.

Year 2011 is my grateful year. The reason is not only I could live near top of Thailand as I wanted, but I also saw    unlimited grace of our God through every channel of life. I means every life not just mine, and every channel not just from a church or a pastor.

I believe that one of the most important things of life is relationship and I thanks God that he always give it to me enough to live gratefully. That's the main channel to show his grace and, sure, I got it

!Sent from my BlackBerry® by dtac.
เขียนเมื่อวันที่ 29 มค. 2555
เวลาประมาณ 9.30 น.
ณ ดอยอินทนนท์ เชียงใหม่

บันทึกการเดินทางครั้งที่ 2



ในขณะที่นอนอยู่ชั้นใต้หลังคาของบ้านพักท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บอุณหภูมิ  10 องศานิดๆ ของดอยอินทนนท์ และอินเตอร์เน็ตไวไฟใช้ไม่ได้ ประภาวี เหมทัศน์ก็อยากจะอัพบล็อคขึ้นมา

ทริปอินทนนท์ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองของเรา ครั้งก่อนมาเที่ยว (แบบไม่ได้ตั้งใจ) ครั้งนี้มาทำงาน (แบบตั้งใจ) ไม่ใช่ครั้งที่สองแบบธรรมดา พักสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์เหมือนครั้งก่อน แล้วยังนอนบ้านหลังเดิมด้วย ไม่น่าเชื่อ

พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า หกโมงครึ่ง ไปกิ่วแม่ปานและขึ้นยอดดอย ซึ่งคาดว่าน่าจะหนาวกว่านี้ และนี่แหละ ความหนาวของอินทนนท์ที่เย็นตลอดเวลาไม่ว่าฤดูไหน แล้วก็ระยะทางไม่ไกลจากตัวเมือง ทำให้ใครๆ ก็ชอบมาเที่ยว อยู่ที่นี่แล้วรู้สึกดี มีความสุข

มีเรื่องแย่ๆ ในรีสอร์ทนี้เหมือนกัน เกี่ยวกับความเยอะและการไม่ให้เกียรติกันในการต้อนรับของร้านอาหารที่นี่ ไม่ว่าอะไร (แค่นั่งคิดวิธีแก้แค้นอยู่สักพัก) แต่คราวหน้าไม่กินแน่เท่านั้นเอง

เมื่อกลางวันเดินเล่นในสวนดอกไม้แล้วคิดถึงแม่ชะมัดเลย
ถ้าปีใหม่หน้ายังอยู่ที่นี่ จะจองบ้าน จองตั๋วเครื่องบินให้แม่มาเที่ยวให้ได้ ดอกไม้สวย วิวสวย อากาศเย็นๆ ไม่ต้องทำอะไร เดินเล่นเฉยๆ ก็รู้สึกดีมากแล้ว ชอบมาก

เมื่อกี๊พ่อโทรมา คุยกันหลายเรื่อง
พ่อเป็นผู้ชายที่น่าทึ่งคนหนึ่งนะ โอตบอกว่าตอนเราแก่ๆ กัน ก็คงเหมือนพ่อหมี่ เหมือนยังไงไม่รู้ คงอารมณ์ประมาณว่าเปิดร้านขายของ พื้นที่เยอะๆ แล้วกางเตียงผ้าใบนอนเปิดเพลงฟังดังๆ ในร้านของตัวเอง แบบนี้รึเปล่า

พ่ออายุขนาดนี้แล้ว แต่ก็ยังมีเรื่องใหม่ๆ มาให้คิดตลอด (อาจจะเป็นกับทุกคนก็ได้ แต่ดูเหมือนพ่อจะชอบสร้างเรื่องเองด้วย ก็เลยเรื่องเยอะหน่อย) ความน่าทึ่งของพ่อก็คือ ดูเหมือนพ่อจะจัดการทุกอย่างได้ หรือจัดการไม่ได้ก็ยังทำตัวชิลๆ สบายๆ ไป

วันนี้พ่อพูดคำนึงว่า โตแล้ว ทำอะไรคิดถึงความสุขเอาไว้ เรื่องเงินเรื่องทองอย่าไปใส่ใจมาก มีความสุขไว้ดีกว่า
หมี่ไม่คิดว่าพ่อไล่ไปหาความสุขใส่ตัวแบบไม่ต้องแคร์อนาคตนะ แต่หมี่ว่าพ่อหมายถึง สิ่งสำคัญในชีวิตของเรา ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ ก็คือการอยู่อย่างมีความสุข พอ ไม่ร้อน ไม่กระวนกระวาย ถ้าอนาคตข้างหน้าจะรวย แต่วันนี้ต้องร้อน ต้องกังวลอยู่ตลอดเวลา คงจะไม่ใช่ คนอื่นอาจจะเรียกปล่อยวาง พอเพียง แต่หมี่ว่ามันคือการวางใจในชีวิตนะ เมื่อเราเชื่อว่าชีวิตเราปลอดภัย จะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่ต้องเดือดร้อน เพราะมันอยู่ในความปลอดภัย แบบนั้นเรามีความสุขได้ง่ายดี เดินเล่นเฉยๆ ก็มีความสุขแล้ว

อืม ชอบมากเลยแหละ


28 มค 2555ห้าทุ่มพอดีมั้งบะหมี่

บันทึกการเดินทางครั้งที่ 1


การเขียนโน้ตอันนี้ มีเรื่องตลกอยู่ 3 อย่าง
หนึ่ง เดินทางไปที่ที่น่าสนใจมาเป็นร้อย แต่เพิ่งจะมีบันทึกการเดินทางอันแรก 
สอง ชื่อโคตรโหลและเชย... บันทึกการเดินทาง อะไรกันนี่ ไม่มีชื่ออื่นอีกแล้วเหรอ!?
สาม เป้าหมายหลักของการมาที่นี่ นอกจากจะเป็นการถ่ายทำรายการ XCNX ให้ลุล่วงแล้ว
ยังมีเรื่องการดูสามหนุ่มเนื้อทองผ่านทีวี ณ เวลาฉายจริงอีกด้วย!!!

วันที่ 7 มกราคม 2555
มาถ่ายรายการ XCNX ที่รีสอร์ทสวยๆ เงียบสงบแห่งหนึ่งใน อ.สันกำแพง บ้านแม่ปูคา
ชื่อว่า The Puka Boutique Resort
(สงสัยอยู่เหมือนกันว่าการมี Boutique นี่แสดงถึงความแตกต่างจากที่อื่นยังไง ยังไม่มีคำตอบ)
ความเก๋ของรีสอร์ทนี้คือ คุณเอ๊ะ วงละอองฟอง เป็นคนออกแบบ
ดัดแปลงสถานที่มาจากยุ้งข้าว ภาษาเมืองเรียกว่า หลองข้าว
เป็นยุ้งข้าวทำจากไม้สักทองขนาดใหญ่มาก 
ใหญ่ขนาดที่ว่า เอามาทำห้องพักเป็นห้องพักแบบมีห้องโถงตรงกลางและห้องน้ำใหญ่ๆ ได้ 6 ห้อง 
คือเรียกว่ายุ้งข้าวเศรษฐี คนรวยเอาไว้เก็บข้าว เก็บเยอะขนาดนี้ กินกันร้อยปีจะหมดมั้ย

เช้าวันนี้ออกจากบ้านตอนเก้าโมงครึ่ง มีข้าวเหนียวสังขยากล่องเล็กๆ ให้ติดมือออกมากิน
(ตอนเขียนนี่คือ นั่งอยู่ในรีสอร์ทสวยๆ และมือตักข้าวเหนียวสังขยาค้างคืนกิน...)

ก่อนเข้ามาที่รีสอร์ทไปแวะกินมื้อสายที่ เฮือนสล่า อยู่ที่ดอยสะเก็ด  
เป็นร้านอาหารที่เมือง มีหมด เนื้อควาย กบ แลน (ตะกวด) 
รอบนี้ของลองแค่เนื้อควายนึ่งก่อนละกัน...
ที่ร้านเฮือนสล่านี่ มีแปลงผัก กับบ่อปลาของตัวเอง เลี้ยงไก่ไข่เองด้วย
ก่อนกินก็ไปเดินเล่นแปลงผัก 
แปลกดีเหมือนกัน เป็นเด็กเมือง ไม่ค่อยได้เห็นอะไรแบบนี้
พริก กะเพรา ปลูกยังไงยังไม่รู้เลย

บ่ายโมงมาถึงรีสอร์ท
พอได้เห็นรีสอร์ทแล้วเกิดความรู้สึกอย่างหนึ่ง ก็คือ ดีจังที่เราได้ทำงานสื่อ
ได้ไปไหนมาไหนในที่ดีๆ แปลกๆ มาตลอด
รีสอร์ทนี้ ถ้าไม่ค้นหาข้อมูลถ่ายรายการคงไม่มีโอกาสรู้จัก และไม่ได้มา
ที่นี่ก็ปลูกผักเอง ทำนาเอง
คิดดูว่าข้าวมื้อเย็นที่เรากินกัน เป็นข้าวที่มาจากนาในรีสอร์ทที่เห็นๆ กันอยู่นั่นแหละ
ตื่นเต้นมาก นอกจากจะแกรนด์แล้วยังแฮนด์เมดอีกตังหาก (ไม่รู้ใช้คำว่าไร)

ก่อนนอน ไปเดินถนนคนเดินสันกำแพง
ที่เชียงใหม่นี่ ไม่ว่าวันไหน ที่ไหน ก็มีถนนคนเดินให้ได้เดินแฮะ 
ดีตรงที่มีอะไรทำ แต่ไม่ดีคือเป็นช่องทางให้ช็อปได้ตลอดเวลา
จ่ายครั้งละ 300 บาท เดินอาทิตย์ละ 3 วันก็เป็นพันแล้วค่ะ

ถนนคนเดินที่นี่ ตรงทางเข้ามีชมรมรำวงอะไรสักอย่างอยู่ด้วย
สมาชิกใส่เสื้อสีฟ้าจับกลุ่มรำวงกลางถนนเลย (เหมือนเสื้อบริษัทคุณกริชในสามหนุ่มเนื้อทอง :p)
เปิดเพลงลูกทุ่งเสียงดัง น่ารักดี ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยๆ
ถนนคนเดินที่นี่ มีอาณาจักรลมยางให้เด็กเล่นตั้งหลายหลังแน่ะ ที่อื่นไม่มี น่าจะเป็นเพราะไม่มีพื้นที่
ของเล่นเด็กก็มี คิดถึงหลานที่กรุงเทพ อยากจะซื้อไปฝาก
แต่ก็นะ สุดท้ายจบลงที่เสื้อมือสองตัวละ 40 บาทตามเคย

มาทำงานครั้งนี้ได้พักเยอะหน่อย นอนกลางวันไปซะ 2 ชั่วโมง
พี่อ๊องผู้จัดการที่นี่ ดูแลดี เป็นกันเองมาก นี่ก็เป็นสิ่งสำคัญนะ ที่ทำให้การเดินทางแต่ละครั้งเป็นเรื่องดีๆ

ตอนนี้ ห้าทุ่มยี่สิบ พรุ่งนี้ต้องตื่นหกโมง ถ่ายน้องขี่จักรยานไปตลาด เช้าขั้นสุดยอด
เป้าหมายเรื่องการดูสามหนุ่มเนื้อทองบรรลุผล 
แต่ทีวีช่องสามที่นี่ ไม่ชัดอย่างแรง!! น้ำตาจะไหล...  

24.10.11

ลาก่อนประเทศไทย

บางทีแม่งก็สงสัยว่า การที่เรามีคำถามอะไรขึ้นมาเยอะๆ โดยเฉพาะคำถามที่บางคนเรียกว่าไร้สาระ
มันเป็นเพราะเรามีเวลาว่างมากเกินไปรึเปล่า

ตัวอย่างเช่น
คนเราควรมีชีวิตอยู่ถึงเมื่อไหร่
เอาจริงๆ มนุษย์มีกี่ประเภทกันแน่
อะไรคือนิยามของคำว่า "ถูกต้อง"

ช่วงนี้เป็นช่วงสถานการณ์บ้านเมืองวิกฤต
น้ำท่วมหนัก...
ซึ่งจริงๆ ก็ท่วมทุกปี แต่ปีนี้น้ำเข้าไปในกรุงเทพด้วย
ทุกอย่างก็เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่

สถานการณ์คล้ายๆ วิกฤติการเมือง
มีคนที่เจอความยากลำบากจากสถานการณ์โดยตรง
มีคนที่ไม่เจออะไรเลย แต่รับข่าวสารทุกวัน
มีคนที่ไม่เจอและไม่สนใจเหี้ยอะไรทั้งสิ้น ดำเนินชีวิตเหมือนเดิม
มีคนที่อินกับสถานการณ์มากๆ แล้วก็ทะเลาะกัน
มีคนที่เข้าไปมีส่วนร่วมกับสถานการณ์ ทั้งในแง่ดี แง่ไม่ดี ช่วยเหลือ ฉวยโอกาส

เป็นเรื่องตลกดีเหมือนกัน อยู่กรุงเทพมา 27 ปี ไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้
พอขึ้นมาอยู่เชียงใหม่ กรุงเทพก็งานเข้า
ตอนนี้อยู่พื้นที่สูง ไม่ได้มีความเสี่ยงอะไร
เรากลายเป็นเหมือนคนนอกที่ได้แต่รับรู้สถานการณ์จริงบ้าง เว่อร์บ้าง ตาม social network

อาจจะเป็นเพราะไม่ได้เจออะไร ก็เลยมีปัญญามาพล่ามและถามคำถามไร้สาระ
แต่ว่าตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยวะเนี่ย!!??

ช่วงน้ำท่วมหนักนี่ อ่านการ์ตูนจบไป 2 เรื่อง
เป็นการ์ตูนตาหวาน มีมุกประหลาดๆ อ่านไปขำไป แต่บางช็อตก็จะร้องไห้
เนื้อหามันสะท้อนเรื่องที่อยู่ภายในใจของคนจริงๆ ได้ไม่น้อยเลย

การ์ตูนญี่ปุ่นนี่มันตลกดีนะ
ตัวละครวนเวียนอยู่กับเรื่องของตัวเอง
มันไม่รู้จักตัวเองสักที ต้องให้คนรอบข้างหรือสถานการณ์ห่วยๆ มากระตุ้น
บางทีก็น่ารำคาญ
แต่บางทีแม่งก็เป็นเรื่องจริง

มันต่างอะไรกับชีวิตจริง ที่เราเองก็วนเวียนอยู่กับสิ่งที่ตัวเองรู้สึก คิดและเชื่อ
วนเวียนอยู่กับเรื่องรอบๆ ตัวที่ได้อ่าน ได้เห็น แล้วก็ตัดสินมันด้วยมุมมองของตัวเอง

สงสัยต้องเลิกเสพเฟสบุคสักเดือนนึง
จะได้เลิกรู้สึกผิดกับการไม่ได้อยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเพื่อนพี่น้องที่กรุงเทพซักที
แต่เอาเข้าจริง คงลาพี่น้องประเทศไทยใน social network ได้ไม่เกิน 2 ชั่วโมง...

เฮ้อออออออออออออออ
อ่านการ์ตูนดีกว่า...

28.9.11

หนทางชนะความสิ้นหวัง

"คนในครอบครัวเราเองก็อย่าปล่อยมือจากกัน อย่ายอมแพ้ต่อชีวิตของตัวเอง
ต่อให้มีเรื่องลำบาก เรื่องน่าเศร้า สิ่งที่สำคัญคือทุกคนในครอบครัวมากินข้าวพร้อมหน้า
เรื่องที่ปล่อยไว้ไม่ได้เลยคือปล่อยให้ท้องหิว กับการอยู่คนเดียว
เพราะอย่างนั้น การที่ทุกคนอยู่กับฉันมาตลอด จึงทำให้ฉันมีความสุขอย่างมาก"
จาก SUMMER WARS ฉบับการ์ตูน เล่ม 3

เมื่อเช้าฝนตกหนักติดต่อกันหลายชั่วโมง
แล้วก็ตามคาด น้ำล้นจากแม่น้ำปิง ท่วมตัวเมืองเชียงใหม่หลายๆ จุด
ได้คุยกับคนเชียงใหม่ เค้าบอกว่าปีนี้น้ำเยอะกว่าทุกปี

ดูเหมือนว่าอนาคตที่ถูกเขียนไว้ คงใกล้จะเป็นจริงเร็วๆ นี้
อนาคตเป็นสิ่งน่ากลัวก็จริง แต่ปัจจุบันอันเลวร้ายที่เห็นอยู่กับตากลับน่ากลัวกว่า

ช่วงนี้มีอะไรอยู่ในหัวที่อยากทำเยอะแยะเต็มไปหมด
วางแผนนั้นนี้ ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะอยู่ถึงวันนั้นหรือเปล่า คิดไปแล้วอาจจะไร้ประโยชน์
เช่นเดียวกัน กังวลไปก็อาจจะไร้ประโยชน์

สิ่งที่ดีที่สุดคือ เราไม่ได้อยู่คนเดียว
จริงๆ แล้วมันโคตรจะดีเลยที่เราไม่ได้อยู่คนเดียว
ถ้าเรายังไม่ได้อยู่คนเดียว ชีวิตและอนาคตก็คงยังไม่จบ

ในหนังสือการ์ตูนอีกเล่ม 20th Century Boy
มีบทสนทนาอันนึง

"บอกผมที่ ว่าทำยังไงถึงจะชนะความสิ้นหวังได้"

"หนทางชนะความสิ้นหวังเหรอ...



ไม่มีหรอก



แต่มีสิ่งที่ทำได้ คือ เดินต่อไป..."


คิดเอาเองว่าการ์ตูน 2 เล่มนี้รวมกันแล้วเท่ากับ
"เดินต่อไปกับครอบครัวของคุณ"
ครอบครัวคือคนที่รักกัน จับมือกัน ไปด้วยกัน ประคับประคองกัน

ว่าแล้วก็...
ถ้ากลับไปวันไหน หรือขึ้นมาวันไหน
มากินข้าวพร้อมหน้ากันนะ

15.9.11

ทำไม

"ทำไมกูต้องจ่ายเงินเดือนละตั้งหลายพันเพื่อไปอยู่หอเล็กๆ ชั้น 4 ที่เชียงใหม่
ในเมื่อคอนโดตัวเองก็ใหญ่ แถมอยู่ตั้งชั้น 15 ลมดีกว่าตั้งเยอะ"
เป็นคำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวตอนที่ไปยืนรับลมที่ระเบียงคอนโด เช้าวันที่ถึงกรุงเทพ

คนเรานี่นะ บางทีทำอะไรก็ไม่รู้เหตุผลหรอก รู้แต่ว่ามันต้องทำแล้ว ต้องไปแล้ว
อยู่กับที่ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

การมาอยู่เชียงใหม่มีข้อเสียอยู่หนึ่งอย่าง
คือ สถานที่ดีๆ สำหรับการหลบหนีโลกแห่งความเป็นจริงได้หายไป
ส่วนข้อดีของมันก็คือ ชีวิตจริงของเรากลายเป็นโมเมนท์ที่มีความสุขได้มากขึ้น

ไม่รู้อุปาทานหรือเปล่า
แต่อยู่เชียงใหม่ไม่ค่อยเป็นหวัด (เป็นกระเพาะบ่อยกว่า เพราะตื่นกับนอนตามใจตัวเองมาก - -")
ไม่ว่าจะฝนตกหรือแดดออก ดอยสุเทพและอ่างแก้วก็ยังน่ามองอยู่เสมอ

กลับมาเล่าต่อในช่วงที่อยู่กรุงเทพ
"ทำไมกูต้องมายืนโบกรถเมล์สายที่ไม่ค่อยยอมจอดป้ายวะ"
"ทำไมพ่อแม่ต้องจ่ายเงินแพงๆ มาให้ลูกเจอรถติดหน้าโรงเรียนมันทุกวันวะ"
"ทำไมมันยึดสองเลนส์แล้วไม่รู้สึกละอายใจบ้างวะ"
"ทำไมเลือกรับคนเฉพาะทางที่อยากไปวะ ทำไมมาขับแท็กซี่ ไม่ไปขับรถเมล์ซะให้สบายใจ"
"ทำไมต้องมายืนรอต่อคิวเพื่อกินข้าวแพงๆ ที่หากินได้เกลื่อนกลาดทุกห้าง"
"ทำไมใครๆ ก็อยากมาเซ็นทรัลลาดพร้าววะ"
คำถามพวกนี้ผุดขึ้นมาเป็นระยะตลอดการเดินทาง

อืม
ได้คำตอบของคำถามแรกแล้วมั้ง