4.12.52

สุดสุดไปเลย

Title : นานเหลือเกิน
Artist : อัยย์

ฝันไป ทุกอย่างที่ผ่านพ้นมา นั่นคือฝันไป
หัวใจ เมื่อไรจะหยุดเสียใจ ในเรื่องเก่า
หนทาง ไม่ห่างแต่อาจแสนไกล จะไขว่คว้ามา
ถามใจ ในสิ่งที่ต้องเสียไป ได้เท่าไร

บางสิ่งที่ตามหา จะไขว่คว้า นานเหลือเกิน
บางสิ่งที่ตามหา จะไขว่คว้า นานเหลือเกิน

เข้าใจ ไม่อยากให้เธอเสียใจ หากไม่สัญญา
น้ำตา ไม่หมดไปจากหัวใจ แม้วันเลยผ่าน
หัวใจ ต้องการที่จะก้าวไป แม้ต้องเสียใจ
ถามใจ สิ้นสุดตรงที่ใด นานเท่าไร

บางสิ่ง ที่ตามหาจะไขว่คว้า ยิ่งแสนไกล
บางทีก็อ่อนไหว จะทนไหม ไกลเหลือเกิน

สูญเสียทุกอย่างภายในใจ
เหลือไว้เพียงแต่การรอคอย
นานเหลือเกิน

หนทาง ไม่ห่างแต่อีกแสนไกล จะไขว่คว้ามา
ถามใจ สิ้นสุดตรงที่ใด นานเท่าไร


Title : สุดสุดไปเลย
Artist : นูโว


อยากจะขับรถ ต้องหัดต้องขับรถ ยอมทุ่มเทให้รถรา
อยากจะขี่ม้า ต้องหัดต้องขี่ม้า ยอมทุ่มเทให้ม้าไป
ไม่มีบ่น ไม่ทำเป็นเหมือนคนงอแง
ไม่มีแตร ไม่มัวแต่นั่งทำสงสัย
ไม่มีเบรค ใส่เกียร์เดินหน้าลุยมันเข้าไป
ถ้าหากต้องการได้สิ่งไหน ลุยไป ไม่ต้องยั้ง

หากว่าอยากรัก ถ้าอยากจะถูกรัก มัวแต่ยึกแต่ยักคงไม่ทัน
หากจะอยู่กับฉัน ถ้าอยากอยู่กับฉัน คงต้องทุ่มเทกันทั้งใจ
ไม่ลังเล ต้องเทมาทั้งใจสุดสุด
ไม่มีหยุด ถ้าหยุดคงไม่ไปถึงไหน
ไม่ต้องกลัว จะมัวมาให้คาอยู่ได้ไง
ถ้าหากมีใจอย่าเก็บไว้ เทไปไม่ต้องยั้ง

สุดสุดไปเลย เสียเวลาทำไมอยู่
สุดสุดไปเลย เข้มไปเลยถ้าเอาอยู่
สุดสุดไปเลย เคยไม่เคยจะได้รู้
มีแค่ไหนก็ทุ่มมันทั้งใจ ทุ่มเทเข้าไว้ให้สุดสุด

รักใครก็รัก ให้สุดสุด

++++++

เพลงเก่าๆ นี่มันเจ๋งจริง
สนุกเสมอ เพราะเสมอ
ซึ้งเสมอ เศร้าเสมอ
เป็นแรงบันดาลใจที่ดีเสมอ

ขอบคุณพระเจ้าสำหรับเสียงดนตรี

ได้อ่านหนังสือ "นกของพระเจ้า"
สัมภาษณ์ ตุล อพารท์เมนต์คุณป้า
กับพี่เจ้ย อภิชาติพงศ์
คนในแวดวงศิลปะไทย

คนสมัยนี้กลัวความเงียบ
พักหลังๆ หมี่ก็กลัวเหมือนกัน
แต่ถ้าเราไม่อยู่เงียบๆ บ้าง
เราก็จะลืมมองเข้าไปในจิตใจตัวเอง
ลืมรู้จักตัวเอง

ชีวิตที่มีความสุข เกิดจากการได้เป็นตัวของตัวเองนะ
ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก แม้ใครไม่รัก
เดินตามความฝัน แม้ดูไม่น่าไปเท่าไหร่
ความฝันเป็นสิ่งที่ต้องมีการไขว่คว้า ไล่ล่า
ค้นหา ถามและตอบไปเรื่อยๆ
ที่สำคัญคือ ก้าวไปข้างหน้ากับการลองผิดลองถูก
ปล่อยให้ตัวเองโตในแบบของตัวเองไปเรื่อยๆ

ยากว่ะ ยังหาทางแจ่มๆ ไม่เจอ
แต่ก็เอาเถอะ อยู่นิ่งๆ ก็เหมือนตาย
ตายด้วยดาบ (หน้า) ยังดีกว่าเฉาตาย

27.11.52

เป็นคนนี่มันเหนื่อยนะ

ว่าไหม..

เดือนที่แล้ว เศร้าน้ำตาตกไม่รู้สาเหตุ

เดือนนี้ได้ไปเที่ยวรีสอร์ทดีๆ ทะเลสวยๆ ตั้ง 2 ที่
ดูหนังสนุกๆ 2 เรื่อง
(ทไวไลท์ นิวมูน เรื่องนี้ห้ามพลาด)
ได้กินมื้อเย็นหน้าเตาอุ่นๆ ตอนอากาศหนาวๆ
กินกับแม่ น้องชาย กับเพื่อนๆ อีกหลายมื้อ
พ่อโทรมาหาบอกว่าคิดถึง
ตอนสิ้นเดือน มีเงินเหลือ..

แต่...
ทำงานเสร็จไม่ทัน dateline
ไปนวดก็ปวดตัวจนนอนไม่ได้
ง้องแง้งกับแฟนหลายรอบแล้ว
เริ่มเครียดกับงานจนปวดหัว
โดนดุเสียงดังด้วย

มันเหมือนกับ...
เดี๋ยวก็มีเรื่องแย่ๆ แล้วเดี๋ยวก็มีเรื่องดีๆ
เดี๋ยวเราก็โตขึ้น แล้วเดี๋ยวเราก็กลายไปเป็นเด็กน้อยอีก
เดี๋ยวก็ผิดหวัง เดี๋ยวก็ได้ดั่งใจ
เดี๋ยวนั่งดมควันรถติดในกรุงเทพ แล้วเดี๋ยวก็ได้ไปสูดอากาศที่ไกลๆ
เดี๋ยวดูหนังเศร้าน้ำตาซึม เดี๋ยวก็ดูละครรักอมยิ้ม
เดี๋ยวกินบุฟเฟต์อาหารญี่ปุ่น แล้วก็ต้องกลับมากินข้าวโรงอาหารที่โคตรไม่อร่อย

เหนื่อยมากที่ต้องมารับอารมณ์ที่เปลี่ยนไปมาของตัวเอง
รับอารมณ์คนอื่นอีกตะหาก
ต้องทนกับความทุเรศของตัวเอง
แล้วก็ทนกับความบ้าบอของเพื่อนร่วมโลกด้วย
นี่ยังไม่นับการต้องเป็น "คนดี" ของ "คนอื่น" นะเนี่ย

เรื่องราวต่า่งๆ เข้ามา แล้วออกไป
เปลี่ยนใหม่
เริ่มเรื่องใหม่ รับมือกันอีก ด้วยอารมณ์ใหม่ๆ
หนึ่งวันเป็นสิบสิบเรื่อง
ไม่เหนื่อยได้ไงวะ
แล้วอยู่กันมาได้ยังไงตั้งนาน

ขอบคุณพระเจ้าที่อยู่กับเราทุกสถานการณ์และช่วงอารมณ์
เพราะความเจ็บปวดทำให้เรามีความสุขได้ซึ้งมากขึ้นจริงๆ นะ

ขอบคุณสำหรับอากาศหนาวๆ และเกาะช้างด้วยค่ะ
รักพระเจ้าที่สุึด

25.10.52

เหตุผลที่เราต้องรักคนข้างๆ

ระหว่างการแข่งขันนัดแดงเดือดวันนี้
อยู่ดีๆ แม่ก็โวยวาย เปลี่ยนช่อง
ไม่ให้น้องชายดูบอลที่กำลังถ่ายทอดสดอยู่
จนมันหัวเสีย ต้องออกมาดูทางเว็บ จอเล็กๆ ไม่มีแอร์ พากย์ภาษาจีน!!

แล้วสักพักแม่ก็เปิดช่องเดิม
ให้น้องชายหมี่กลับเข้าไปดูในห้องเหมือนเดิม

นึกๆ แล้วก็ตลกดี...
แม่เป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไร
เอาแต่ใจตัวเอง (แบบไม่รู้ตัว) พูดจาไม่รู้เรื่อง
ไม่แปลกที่พ่อกับแม่จะอยู่ด้วยกันไม่ได้
ไม่แปลกที่หมี่กับน้องจะมีช่องว่างกับแม่อยู่บ้าง
เรียกได้ว่า ต้องคอยหาจังหวะดีๆ มุดช่องเข้าไปให้แม่อุ่นใจเรื่อยๆ

หมี่ไม่โทษใคร และไม่รู้สึกว่าใครผิดที่พ่อกับแม่เลิกกัน
มันเหมือนกับ ใครสักคนในสองคนนี้ โตพอ กล้าพอ
และตัดสินใจตามความจริงว่า การอยู่ด้วยกันมันไม่ได้ดีจริงๆ
เขาไม่ได้รู้จักและรักกันอย่างที่เป็นจริงๆ

เหตุผลที่คนมากมายแต่งงานกันแล้วก็หย่า อาจจะมาจากเรื่องนี้
ทั้งสองคนไม่รู้จักกันมากพอในวันที่ตัดสินใจ
ไม่รู้จักอีกฝ่ายมากพอ ว่าเป็นอย่างไร
ไม่รู้จักตัวเองมากพอ ว่าต้องการอะไร

ในสายตาคนอื่น แม่อาจจะเป็นคนใจใหญ่ เป็นคนตลก
...แต่คนที่อยู่ด้วยกันจริงๆ ถึงรู้ว่าเราต้องทนกับอะไร
ในสายตาคนอื่น น้องชายอาจจะเป็นคนไม่สนใจใคร
...แต่คนที่อยู่ด้วยกัน ถึงจะรู้ว่า เขาแคร์คนอื่นมากแค่ไหน
ในสายตาคนอื่น พ่ออาจจะขี้เมาที่สุดในโลก
...แต่คนที่รู้จักพ่อจริงๆ ถึงจะรู้ว่าพ่อพยายามแค่ไหนเพื่อครอบครัว

นี่เป็นเหตุผลที่เราควรจะรักคนที่เราอยู่ด้วยมากกว่าใครๆ
เพราะนอกจากเราแล้ว ไม่มีใครที่รู้จักเขามากพอ...
มากพอที่จะรักเขาได้อย่างที่เขาเป็น

เหตุผลที่เรามักจะไม่น่ารักกับคนในครอบครัวมากกว่าคนอื่น
เพราะครอบครัวเรา คือคนที่รู้จักเรามากพอ
รู้จักอย่างนี้แล้วยังจะรักเราได้อีก
เลยมั่นใจว่า เราทำอะไร ก็คงจะรักไม่เปลี่ยน

เหตุผลเดียวกัน...
เพื่อนจะรักกันมากขึ้น หรือทะเลาะกันจนไม่อยากมองหน้า
ก็เมื่อวันที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน (หรือร่วมหุ้นลงเงินกัน)

และเหตุผลเดียวกัน...
เราไม่ควรแต่งงานกับคนที่เราฝันถึง
ถ้าเราไม่ได้เป็นตัวของตัวเองเมื่ออยู่ด้วยกัน
และถ้าเราไม่รู้ว่า จริงๆ คนนี้เป็นยังไง

หมี่ว่าเรามีโอกาสน้อยนะ ที่จะรู้จักใครสักคนมากพอ
และที่ใครสักคนจะรู้จักเรามากพอ

ก็เลยเชื่อว่า ควรจะรักครอบครัวของเราให้มากๆ
ไม่ว่าใครจะเป็นอย่างไร
รักพ่อให้มากๆ แม้จะไม่ได้อยู่กับพ่อ
รักแม่ให้มากๆ แม้แม่จะเอาแต่ใจตัวเอง
รักน้องชายให้มากๆ แม้มันจะเล่นมุขเสี่ยวๆ
รักน้องสาวให้มากๆ แม้มันจะไม่ค่อยกลับบ้าน
รักคู่ชีวิตให้มากๆ แม้เขาจะทำอะไรขัดใจตลอดเวลา

อีกอย่าง
เราควรจะรักเพื่อนเราและคนรอบข้างด้วย
อย่างน้อย ก็พยายามไม่ทิ้งโอกาสที่จะได้รู้จักกัน
พอรู้จักกันมากขึ้น ก็จะได้รักกันมากขึ้น

8.10.52

colorful no more?

โอ้ย คิดถึงหน้าว่างๆ
ไม่ได้เขียน Blog เขียนโน้ตซะนาน
รู้สึกเหงาๆ มือ แล้วก็เหงาๆ หัวใจอยู่บ้างเหมือนกัน

ประมาณกลางสัปดาห์ที่แล้ว ฝนตก
พกร่มออกจากบ้านเป็นครั้งแรกในรอบ 1 ปี
เพิ่งรู้ว่าร่มที่บ้่านของตัวเอง คันใหญ่มากกก
ใหญ่จนถือไม่ไหว ก็เลยตั้งใจว่า จะซื้อร่มพกติดกระเป๋าตัวเองสักที

ระหว่างทางกลับบ้าน ลงป้ายรถเมล์แถวบางพลัดไปต่อรถ
เจอผ้าใบแบะกะดินขายร่มริมถนนร้านหนึ่ง
มีร่มให้เลือกไม่ถึง 10 แบบ
ราคา 100 บาท ทำให้ไม่ค่อยแน่ใจในคุณภาพสักเท่าไหร่

แต่เหตุผลที่ทำให้เดินไปเยี่ยมร้านและได้ร่มพับ 3 ตอนสีน้ำตาลติดมือกลับมา
ก็คือคุณลุงพ่อค้า ที่กุลีกุจอต้อนรับลูกค้าอย่างดี
คุณลุงรื้อร่มจากซองมากางให้เลือก 2 คัน (และมีทีท่าจะรื้ออันต่อไป ถ้าไม่บอกให้หยุด)
บรรยายสรรพคุณ พร้อมชี้เครื่องหมายรับรองรางวัลระดับเอเชียให้ดู
รอยยิ้มจริงใจ ทำให้ไม่ลังเลเลยในการควักกระเป๋า

หลังจากนั้น ก็เศร้าไปอีกหลายวัน ทุกครั้งที่นั่งรถผ่าน
คุณตาขายร่มได้วันละกี่คัน กำไีรที่ได้จะพอกินข้าวไหม
ลูกหลานคุณตาไปไหน
ตอนกลางวัน คุณตานั่งตรงนั้นจะต้องตากแดดหรือเปล่า

เดี๋ยวนี้กลายเป็นคนเศร้าๆ
เศร้ากว่าแต่ก่อนอย่างเห็นได้ชัด
เหมือนกับเพิ่งจะรู้ความจริงว่า
ในโลกนี้มีเรื่องอะไรที่น่าเศร้าและเจ็บปวดเต็มไปหมด
เหมือนกับเพิ่งจะเห็นว่า
มันมีอะไรมากกว่ารอยยิ้มของคนบางคน
มีอะไรมากกว่านิสัยไม่ดีของคนบางคน

ไอ้เรื่องที่เคยคิดว่าดี มันก็กลับกลายเป็นไม่ใช่
ไอ้เรื่องที่เคยไม่เห็นด้วย ตอนนี้กลับทำซะเอง

การเติบโตขึ้นกับมุมมองที่เปลี่ยนไป
บางทีมันก็ทำให้ทุกอย่างดูเป็นเรื่องตลก
ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันคือเรื่องจริง
คนแต่ละคนต้องเจอกับเรื่องพวกนี้จริงๆ
ท่าทางจะต้องใช้เวลาปรับตัวอยู่พอควร

ในขณะที่ความฝันและความหวัง ยังรอให้เดินไปหา
ก็เริ่มรู้่อย่างจริงจังว่าโลกนี้มันกว้าง
เรามันแค่เด็กน้อยที่ทำอะไรไม่ได้เท่าไหร่ ช่วยใครได้ไม่มากนัก
ก็เลยจะยากหน่อย ในการรื้อฟื้นความสุขสดใสแบบเดิมให้กลับมา
พยายามที่จะหวังและเชื่อให้เต็มหัวใจเหมือนก่อน
โดยที่รู้ว่าเราควบคุมอะไรไม่ได้เลย

Dark ไหมล่ะคะ
ไม่เป็นไรค่ะ
การมีชีวิตแบบเศร้าๆ ก็ยังดีกว่ามีชีวิตที่รู้สึกอะไรไม่เป็น
ขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้เราเห็นโลกอย่างที่มันเป็นซะที
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับร่มของคุณลุง

24.9.52

Suicide?

เมื่อไม่นานมานี้ เพื่อนของแม่ที่ต่างจังหวัดผูกคอตายเพราะปัญหาครอบครัว
แม่บอกว่า
"ไม่เข้าใจเพื่อนแม่ที่ฆ่าตัวตาย เพราะแม่ไม่เคยคิดจะตาย
ยิ่งไปเที่ยวเยอะๆ ยิ่งรู้ว่ามีอะไรที่ตั้งหลายอย่างที่ชีวิตนี้ยังไม่ได้เห็น
ตายไปน่าเสียดาย"

สองวันที่ผ่านมา ได้ตื่นเต้นกับการเจอดาราดังๆ ตั้งหลายคน
วันนี้ก็เจอเพื่อนๆ ที่ new song แล้วก็ได้รับอะไรดีๆ กลับมาเพียบ
ยังมีอะไรอีกตั้งเยอะที่ฝันว่าอยากจะทำ แต่ยังไม่ได้ทำ
อยากไปเที่ยวทั่วไทย อยากเที่ยวรอบโลก

เข้าใจแม่เหมือนกันนะ
ทุกครั้งที่มีปัญหาเข้ามา แม่สู้ตลอด แล้วก็ทำให้ทุกอย่างดีขึ้นได้จนวันนี้

แต่ไม่รู้ว่า ถ้าเป็นตัวหมี่เอง เวลาที่ปัญหาเข้ามา เราจะยังอยากทำสิ่งที่อยากทำอยู่ไหม
เราจะยังเห็นคุณค่าชีวิตของคนอื่นๆ รอบๆ ตัวอยู่ไหม
เราจะตื่นเต้นกับโอกาสต่างๆ ที่ได้รับอยู่หรือเปล่า
เราจะฆ่าตัวตาย หนีปัญหาพวกนั้นหรือเปล่า

ที่ผ่านมาเคยคิดบ้างเหมือนกันว่าถ้าตายไปเลยก็คงสบายดี
แต่ไม่เคยคิดอยากฆ่าตัวตาย
ไม่ได้กลัวตายนะ แต่กลัวเจ็บ กลัวคนอื่นเสียใจ ทำไม่ไหว
ที่สำคัญ พระเจ้าไม่ปลื้มเอาซะเลย

หลายคนดำรงชีวิตอยู่ด้วยความกลัว
แต่หลายคนก็ตัดสินใจตาย เพราะความกลัว
ยิ่งเวลาที่เราอยู่คนเดียว ต้องเผชิญหน้ากับตัวเอง
...ยิ่งรู้สึกกลัว

หมี่ว่า เป็นเพราะมนุษย์ขี้เหงา เวลาอยู่คนเดียวเราก็จะเหงา
แล้วเราก็รู้สึกว่า เราโดดเดี่ยวเหลือเกินในโลกใบนี้
หลายครั้ง ความโดดเดี่ยวทำให้เรามองไม่เห็นอะไร
โลกกว้างใหญ่เกินไปที่จะมั่นใจในสิ่งที่เราหวังได้

แต่เพราะทุกอย่างเป็นไปได้
หมายความว่า ทุกสิ่งที่เรารอคอย มันมีทางที่จะเกิดขึ้นได้จริงๆ
อยู่ที่ว่าเราเลือกที่จะ "เชื่อ" หรือไม่

ขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้เรามีความหวังในทุกสิ่ง
หมี่จะไปเที่ยวรอบโลกนะคะ

13.9.52

ย้อนเวลา

เคยฟังเพลง ย้อนเวลา ของ Scrubb ไหมคะ

อยากจะย้อนเวลา กลับไปช้าๆ
ย้อนเวลากลับไปอย่างเดิม
ให้เป็นเหมือนทุกวันที่สดใส
แล้วทั้งสองจะลองเลือกทางก้าวไป
ไม่สนใจ อะไรทั้งนั้น

ไม่กี่วันที่ผ่านมา ได้มีโอกาสกลับไปเจอ ไปคุย ไประลึกถึงเรื่องเก่าๆ ในชีวิต
แล้วก็ทำให้เกิดความรู้สึกบางอย่าง

การที่เรามีความทรงจำดีๆ อยู่เต็มไปหมด ก็มีข้อเสียอยู่บ้างเหมือนกันนะ
ถ้าหากว่าอดีตของเรามันเป็นเรื่องย่ำแย่ ไม่้น่าจดจำ
ก็คงจะรู้สึกดี ที่ผ่านพ้นมาเสียได้
แต่สำหรับหมี่ ที่ "ไม่" เคยรู้สึกเลยว่าเรื่องไหนในชีวิตเป็นเรื่องร้ายๆ
เมื่อมองกลับไป ก็ทำให้เกิดความรู้สึก "เสียดาย" ได้อยู่บ่อยๆ

มันเหมือนกับว่า...
อยากจะเก็บความรู้สึกแบบนั้นเอาไว้
อยากให้ความผูกพันทุกอย่าง ระหว่างคนและเรื่องราวยังคงเดิม
อยากยืนอยู่ตรงนั้นอีักครั้ง

บางเรื่องดีๆ เกิดขึ้นและผ่านพ้นไปตามกาลเวลา
แต่บางเรื่องดีๆ ต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วยการตัดสินใจของเราเอง
เพื่อสิ่งที่ดีกว่า...

พอรู้สึกคิดถึงขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็อดที่จะคิดไม่ได้ว่า...
ถ้าตอนนั้น เราเลือกที่จะอยู่อย่างนั้นต่อไปล่ะ
คงจะเก็บอะไรดีๆ ที่หวงแหนเอาไว้ได้ใช่ไหม

จริงเหรอ ที่เมื่อเราเลือกจะยืนอยู่ตรงนั้น แล้วพื้นที่ตรงนั้นจะไม่มีวันหายไป
จริงเหรอ ถ้าเราย้อนเวลากลับไปได้ เราจะไม่เลือกเหมือนเดิม

มันก็เป็นแค่การเปลี่ยนผ่านของชีวิต เราเติบโตขึ้นเรื่อยๆ
หมี่อาจจะไม่ได้เลือกทางที่ดีที่สุด ไม่มีใครรู้
แต่หมี่ทำดีที่สุด ในการเคารพตัวเอง เคารพสิ่งที่หมี่เชื่อ ณ เวลานั้น

หมี่ถูกสอนให้เชื่อในสิ่งที่ดียิ่งกว่า
เราตัดสินใจที่จะเชื่อและรอคอยในสิ่งที่ดีที่สุด

และหมี่คิดว่า สิ่งดีๆ นี่แหละ
คือสิ่งที่ต้องแลก
คือสิ่งที่ต้องเสียไปเพื่อสิ่งที่ีดีที่สุด

เสียดายแค่ไหนก็ทำได้แค่ยิ้ม และขอบคุณพระเจ้าสำหรับทุกเรื่องราวในชีวิต
และรอคอยเรื่องราวใหม่ๆ ในเส้นทางที่กำลังเดิน

8.9.52

ช่วงว่าง

ทำงานมาได้เกือบครบ 1 เดือนละ
เรียกว่า งานยุ่ง ชีวิตวุ่นวายมากขึ้นจนไม่มีเวลามาเขียนบล็อก

นั่นคือข้อแก้ตัว ไม่ใช่เหตุผล
จริงๆ แล้วคือ ยังติดนิสัยทำตัวชิวๆ เหมือนตอนว่างๆ มากกว่า

การเข้าไปทำงานที่อัมรินทร์เป็นอะไรที่ Amazing กับชีวิตเป็นอย่างยิ่ง
อยู่ว่างๆ คิดมากๆ แล้วก็ได้เป้าหมายเรื่องหาทุนไปเรียนต่อ
แล้วก็มีงานประจำทำซะอย่างนั้น

ตอนนี้เรื่องภาษา เรื่องหาทุน เรื่องเรียนต่อ เรื่องพัฒนาตัวเองอื่นๆ
ยังไม่ไปถึงไหน...

แต่ก็นอนหลับสบายดี
5555

ไม่น่าเชื่อว่าช่วงว่างงานเดือนกว่าๆ เป็นช่วงฟุ้งซ่านและคิดไม่ตก
นอนไม่ค่อยจะหลับ เพราะไม่ต้องใช้แรงทำอะไร
ไม่ต้องมีตารางเวลาก็ได้ เพราะ free มากจนไม่ต้องจัดเยอะแยะเหมือนเมื่อก่อน
เรียนรู้จักตัวเองมากขึ้น ว่าเรานี่ก็ขี้กังวลมิใช่น้อย

กลับมาถามตัวเองว่า...
ช่วงที่ตัวเองดูเหมือนไร้ค่า
เรารู้สึกไร้ค่าไปตามสถานการณ์ไหม

ที่เคยพูดเองว่า คุณค่าของชีวิต ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราทำอะไร
เราเชื่ออย่างนั้น จริงๆ ไหม

วันที่เดินตามทางที่เราเชื่อ แต่ยังไม่เห็นอะไร
เราหวั่นไหวหรือวางใจ

มีคนเคยบอกว่า ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน
แต่หมี่คิดว่า การทำงาน เป็นกลไกที่ทำให้เราได้ใช้สิ่งที่เราถูกสร้างมา
มันก็เลยเพิ่มความหมายและความเจ๋งของชีวิต
สิ่งที่เราอุตส่าห์มีและเป็น ไม่ได้ไร้ความหมายหรือไร้ค่าต่อโลกนี้
และพลังงานที่เรากินเข้าไปทุกวัน ก็มีที่ปลดปล่อย

หมี่คิดว่า มนุษย์เกิดมาแล้วควรทำอะไรบางอย่างเพื่อคนอื่นนะ อาจจะเป็นงาน เป็นการกุศล
ถ้าว่างงาน แล้วมีัเงินดูแลตัวเองมากพอ ก็เอาเวลาไปช่วยคนอื่น ทำสิ่งที่อยากทำก็ดี
แต่ถ้าว่างแล้วกังวล หางานทำไปก็ดีกว่า

น่าดีใจตรงที่ได้งานที่อยากทำด้วยนี่สิ
ไม่ว่าง (เกินไป) แล้ววว
เย้ๆ

ว่าแล้วก็ต้องจัดการตัวเองให้ดีกว่านี้แล้วล่ะ
งานเริ่มเข้า อย่ามัวแต่ติดนิสัย "ชิว"