เป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมากว่าสัปดาห์ละ
แต่จำเป็นต้องบันทึกไว้ในความทรงจำ
ประกอบกับเรื่องราวมากมายที่ต้อง "เคลียร์"
ก็เลยยิ่งต้องเขียนไว้เพื่อเป็นบทเรียนสอนใจ
วันอังคารที่ 27 มกราคม เวลาประมาณ 2 ทุ่ม
มีโทรศัพท์เข้ามาระหว่างการคุยงาน
แม่โทรมาถามว่า "กินอะไรไหม"
ขอบคุณพระเจ้า ได้กินยำอร่อยแน่ คืนนี้
อีกสักพัก ประมาณ 15 นาที น้องชายโทรมาอีกครั้ง
.
.
.
.
.
บ้านไฟดับ!!
ไม่ได้จ่ายค่าไฟมา 3 เดือน เป็นเงิน 4,000 กว่าบาท
ปัญหาไม่ใช่ไม่มีเงิน
แต่ปัญหาคือ ไม่มีใครดูบิล ไม่มีใครเช็คความเรียบร้อยในการตัดบัญชี
ไม่มีใครสนใจ...
พ่อกับแม่มีปากเสียงผ่านลูก เพราะว่าคนหนึ่งไม่ดูบิล อีกคนหนึ่งก็ไปตัดบัญชีไม่เรียบร้อย
อยากจะร้องไห้ -_-"
เป็นอีกหนึ่งบรรยากาศ กินยำวุ้นเส้นกับข้าวผัดใต้แสงเทียน
ขอบคุณพระเจ้า นอนระเบียง อากาศเย็นสบาย
แต่ยุงกัดจนแทบหลับไม่ได้
สงสัยต่อไปต้องจัด กย 15 เอาไว้สำรองละ
.
.
.
.
.
Internet ที่บ้านค่อนข้างช้า ก็เลยเปลี่ยน Hi Speed ของ True มาใช้ Broadband
จัดการอะไรให้มันดีขึ้นอีกสักอย่าง...
ปรากฏว่าค่าโทรศัพท์ที่บ้านค้างอยู่ 900 กว่าบาทอีกเช่นกัน
ใครจะจ่ายก็ไม่รู้ จะพ่อหรือจะแม่ก็ค้างมาเป็นเดือนละ
พรุ่งนี้โทรศัพท์จะตัด ต้องไปต่อ
อยากจะหยุดใช้ Internet ต้องเอาบัตรประชาชนเจ้าของหมายเลขไปยื่นด้วย
แล้วก็จ่ายเงินที่ค้างอีก 1200 บาทกว่า
Azzzzzzzzzz (เป็นเสียงอุทานที่ใช้อยู่ในปัจจุบันค่ะ)
ต้องขอพ่อแล้วล่ะสิเนี่ยยยย
.
.
.
.
.
วันนี้เดินทางไปศาลแพ่ง
ทำเรื่องยื่นคดีสัมพันธ์ประกันภัย เอาทุนประกัน 310,000 บาท
ถ้าไม่รีบทำภายใน Valentine นี้ ก็จะหมดอายุคดีความเพราะว่าครบ 2 ปีแล้ว
บัตรประชาชนแม่ ใบมอบอำนาจ ใบรับเช็ค ทะเบียนรถ
เอกสารมากมายเท่าที่มีก็พยายามเตรียมไป
แต่ว่ายังยื่นไม่ได้!
ต้องไปคัดลอกหนังสือนิติบุคคลของสัมพันธ์ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ราคา 200 บาท
ต้องตามหลักฐานที่แสดงถึงเหตุการณ์รถคว่ำ เช่น กรมธรรม์ ใบแจ้งความ ใบแจ้งที่เกิดเหตุ
ต้องเขียนสำนวนคดีความของทั้งหมดตามข้อเท็จจริง หาพยานหลักฐานเท่าที่หาได้ทั้งหมดกลับมา
พอดีว่าให้สัมพันธ์ประกันภัยไปหมดแล้ว
ไม่ได้เก็บไว้ ไม่มีสำเนา
โฮ T_T
แทบไม่อยากเอาเงินคืนแล้ว
.
.
.
.
ถ้าทำเรื่องให้มันเสร็จๆ จบๆ ไปตั้งแต่ปีก่อน ก็ไม่ต้องมาเร่งเอาช่วงนี้ เครียดนะเนี่ย!
ถ้าตรวจสอบจดหมาย จัดระบบเอกสารดีๆ ก็คงไม่มีค้างค่าไฟ
ถ้าเคลียร์หนี้ internet ให้เร็วกว่านี้หน่อย ก็ไม่ต้องจ่ายเงินทีเยอะๆ
Azzzzzzzz
ขอบคุณพระเจ้าค่ะ
ได้บทเรียนทรงคุณค่า...
คงต้องโตเป็นผู้ใหญ่
ละเอียดรอบคอบ
และรับผิดชอบมากขึ้นนะ
6.2.52
1.2.52
เป้าหมาย >>>>>>>>>>
จะว่าไปแล้วก็เคยได้อ่านหนังสือหลายๆ ฉบับ และได้ฟังคำแนะนำจากหลายๆ คน
ว่าทำอะไร ควรตั้งเป้าหมาย
ชีวิตต้องมีเป้าหมาย ไม่งั้นจะไม่ประสบความสำเร็จ
เจอมาก็หลายปี แต่มาสำนึกสำเหนียกเอาจริงๆ ก็ไม่นานมานี้ถึงความสำคัญของมัน
รู้สึกว่า...
เราถูกสอนให้มีเป้าหมาย
แต่เราไม่ค่อยถูกสอนวิธีการตั้งเป้าหมายแบบสมดุลในความฝัน และความจริง
เราไม่ค่อยถูกสอนว่า เราวางเป้าหมายในชีวิตของเราได้เอง เพราะเราต้องรับผิดชอบมันเอง...
เราก็เลยมีเป้าหมายของตัวเองด้วยการเอาเป้าหมายมาจากคนอื่น
ให้คนอื่นตั้งเป้าหมายให้
หรือไม่ก็ตั้งเป้าหมายแบบ งงๆ
หรือสุดๆ ก็ไม่มีเป้าหมาย ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ และเรื่อยๆ...
โอ้ ชีวิตมันไร้ค่าขนาดดดด แล้วที่เห็นๆ มาหลายคนก็เป็นแบบนั้นจริงๆ
พระเจ้าอุตส่าห์สร้างสรรค์ปั้นแต่งมาอย่าง perfect
แถมพร้อมทุกเวลาในการเป็นที่ปรึกษาตลอดย่างก้าว
บางคนอาจจะไม่มั่นใจในสิ่งที่ตัวเองมีและเป็น
ก็เลยไม่กล้าตั้งเป้าหมายของตัวเอง
อาจจะกลัวไปไม่ถึง
บางคนอาจจะรอโอกาสและเวลา (คริสเตียนบางคนเรียกว่า การทรงนำ)
ถ้าโอกาสไม่เหมาะ ไม่ฉลุย ไม่เห็นทาง
ถือว่ายังไม่ใช่เวลาที่ดีในการกำหนดเป้าหมาย
ในทรรศนะที่หมี่ตกผลึกมาได้
การตั้งเป้าหมายทั้งระยะใกล้และไกล เป็นความรับผิดชอบของเราเอง
ที่ปรึกษาและผู้นำ มีหน้าที่ในการให้คำปรึกษาและนำให้ถูกต้อง
คนตัดสินใจคือเรา และคนที่รับผิดชอบกับผลเหล่านั้น คือเรา
พระเจ้าคือผู้ดูแลอยู่เคียงข้างเมื่อเรากำลังเดิน
นำหน้าเมื่อเราไม่เห็นทาง
และลากเรากลับ เมื่อเราหลง
ข้อพระคัมภีร์ในสดุดี 23:6 กล่าวว่า
"แน่ทีเดียว ที่ความดีและความรักจะติดตามข้าพเจ้าไป ตลอดวันคืนชีวิตของข้าพเจ้า"
ข้อพระคัมภีร์ในโยชูวา 1:9 กล่าวว่า
"เพราะว่าเจ้าไปในถิ่นฐานใด พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าทรงสถิตกับเจ้า"
กำลังหมายถึงว่า คนของพระเจ้าไปไหน พระเจ้าอยู่ด้วย
ความรักและความดีงามของพระเจ้าตามเราไป ไม่ใช่สั่งให้เราไป
เราเลือกก่อน ใช่หรือไม่ใช่ พระเจ้าจะบอกเรา นำเรา และพาเราไปต่อเอง
หากเรากล้าคิด กล้าตั้งเป้าหมายชีวิตไกลๆ กล้าตัดสินใจ ด้วยสิ่งที่เรามี สิ่งที่เราเป็น และสิ่งที่เราฝัน
แบบนี้น่าจะเป็นการใช้ชีวิตที่เจ๋งกว่านะ
ก็เป้าหมายชีวิตและเส้นการเดินทางเป็นเรื่องซับซ้อน ละเอียดอ่อน และต้องค้นหา
ทำอะไรให้มันตื่นเต้นก็น่าจะดีกว่านี่นา
ว่าทำอะไร ควรตั้งเป้าหมาย
ชีวิตต้องมีเป้าหมาย ไม่งั้นจะไม่ประสบความสำเร็จ
เจอมาก็หลายปี แต่มาสำนึกสำเหนียกเอาจริงๆ ก็ไม่นานมานี้ถึงความสำคัญของมัน
รู้สึกว่า...
เราถูกสอนให้มีเป้าหมาย
แต่เราไม่ค่อยถูกสอนวิธีการตั้งเป้าหมายแบบสมดุลในความฝัน และความจริง
เราไม่ค่อยถูกสอนว่า เราวางเป้าหมายในชีวิตของเราได้เอง เพราะเราต้องรับผิดชอบมันเอง...
เราก็เลยมีเป้าหมายของตัวเองด้วยการเอาเป้าหมายมาจากคนอื่น
ให้คนอื่นตั้งเป้าหมายให้
หรือไม่ก็ตั้งเป้าหมายแบบ งงๆ
หรือสุดๆ ก็ไม่มีเป้าหมาย ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ และเรื่อยๆ...
โอ้ ชีวิตมันไร้ค่าขนาดดดด แล้วที่เห็นๆ มาหลายคนก็เป็นแบบนั้นจริงๆ
พระเจ้าอุตส่าห์สร้างสรรค์ปั้นแต่งมาอย่าง perfect
แถมพร้อมทุกเวลาในการเป็นที่ปรึกษาตลอดย่างก้าว
บางคนอาจจะไม่มั่นใจในสิ่งที่ตัวเองมีและเป็น
ก็เลยไม่กล้าตั้งเป้าหมายของตัวเอง
อาจจะกลัวไปไม่ถึง
บางคนอาจจะรอโอกาสและเวลา (คริสเตียนบางคนเรียกว่า การทรงนำ)
ถ้าโอกาสไม่เหมาะ ไม่ฉลุย ไม่เห็นทาง
ถือว่ายังไม่ใช่เวลาที่ดีในการกำหนดเป้าหมาย
ในทรรศนะที่หมี่ตกผลึกมาได้
การตั้งเป้าหมายทั้งระยะใกล้และไกล เป็นความรับผิดชอบของเราเอง
ที่ปรึกษาและผู้นำ มีหน้าที่ในการให้คำปรึกษาและนำให้ถูกต้อง
คนตัดสินใจคือเรา และคนที่รับผิดชอบกับผลเหล่านั้น คือเรา
พระเจ้าคือผู้ดูแลอยู่เคียงข้างเมื่อเรากำลังเดิน
นำหน้าเมื่อเราไม่เห็นทาง
และลากเรากลับ เมื่อเราหลง
ข้อพระคัมภีร์ในสดุดี 23:6 กล่าวว่า
"แน่ทีเดียว ที่ความดีและความรักจะติดตามข้าพเจ้าไป ตลอดวันคืนชีวิตของข้าพเจ้า"
ข้อพระคัมภีร์ในโยชูวา 1:9 กล่าวว่า
"เพราะว่าเจ้าไปในถิ่นฐานใด พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าทรงสถิตกับเจ้า"
กำลังหมายถึงว่า คนของพระเจ้าไปไหน พระเจ้าอยู่ด้วย
ความรักและความดีงามของพระเจ้าตามเราไป ไม่ใช่สั่งให้เราไป
เราเลือกก่อน ใช่หรือไม่ใช่ พระเจ้าจะบอกเรา นำเรา และพาเราไปต่อเอง
หากเรากล้าคิด กล้าตั้งเป้าหมายชีวิตไกลๆ กล้าตัดสินใจ ด้วยสิ่งที่เรามี สิ่งที่เราเป็น และสิ่งที่เราฝัน
แบบนี้น่าจะเป็นการใช้ชีวิตที่เจ๋งกว่านะ
ก็เป้าหมายชีวิตและเส้นการเดินทางเป็นเรื่องซับซ้อน ละเอียดอ่อน และต้องค้นหา
ทำอะไรให้มันตื่นเต้นก็น่าจะดีกว่านี่นา
31.1.52
มหกรรมตีแบต
เมื่อวานนี้ กลับถึงบ้านตี 2
เวลาใกล้เคียงกับตอนเที่ยวกลางคืนในช่วงชีวิต มหา'ลัย
แต่ว่าไม่ได้ไปเที่ยวกลางคืน...
ไปเล่นแบตมินตัน!
ไกลด้วย พระราม 3 เชียว
หลังจากที่ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมเยี่ยงนี้มานานนับแรม (หลาย) ปี
เห็นเพื่อนพี่น้องรวมตัวกันอย่างแข็งแรงเพื่อการนี้ ก็ต้องไปซะหน่อย
ก็ไปซะ... กะว่าจะไม่เล่นด้วยนะ
เล่นไม่เป็น
.
.
.
.
3 รอบเท่านั้น
อะดรีนาลีนหลั่งไหล
เหงื่อออก
แล้วก็หมดแรงง
ตั้งใจไว้กับตัวเองและพระเจ้าว่า
จะกลับมาดูแลตัวเองในปีนี้
จะออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
(ว่าแล้ว ผ่านมาเดือนนึง ก็ยังไม่ได้ไปฟิตเนสแม้สักครั้งเดียว)
ก็คิดว่าจะไปทุกสัปดาห์ล่ะนะ
ครั้งๆ ต่อไป คงจะเล่นได้อึดกว่านี้ล่ะ
>_<
เวลาใกล้เคียงกับตอนเที่ยวกลางคืนในช่วงชีวิต มหา'ลัย
แต่ว่าไม่ได้ไปเที่ยวกลางคืน...
ไปเล่นแบตมินตัน!
ไกลด้วย พระราม 3 เชียว
หลังจากที่ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมเยี่ยงนี้มานานนับแรม (หลาย) ปี
เห็นเพื่อนพี่น้องรวมตัวกันอย่างแข็งแรงเพื่อการนี้ ก็ต้องไปซะหน่อย
ก็ไปซะ... กะว่าจะไม่เล่นด้วยนะ
เล่นไม่เป็น
.
.
.
.
3 รอบเท่านั้น
อะดรีนาลีนหลั่งไหล
เหงื่อออก
แล้วก็หมดแรงง
ตั้งใจไว้กับตัวเองและพระเจ้าว่า
จะกลับมาดูแลตัวเองในปีนี้
จะออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
(ว่าแล้ว ผ่านมาเดือนนึง ก็ยังไม่ได้ไปฟิตเนสแม้สักครั้งเดียว)
ก็คิดว่าจะไปทุกสัปดาห์ล่ะนะ
ครั้งๆ ต่อไป คงจะเล่นได้อึดกว่านี้ล่ะ
>_<
24.1.52
Sunset....Sunrise
เป็นคนไม่มีความสามารถเรื่องการถ่ายรูป
ไม่ว่าจะเป็นด้านอาร์ต หรือด้านเทคนิค
แต่ว่าคราวนี้อยากลงรูปที่ตัวเองถ่าย (มั้ง)
เพราะเป็นรูปแห่งความทรงจำ
อาทิตย์ตกครั้งสุดท้ายของปี 2008

และ....
อาทิตย์ขึ้นครั้งแรกของปี 2009
ณ ภูชี้ฟ้า ที่เต็มไปด้วยทะเลหมอก

เคยเห็นรูปนี้แต่ใน Internet ก็ว่าสวยแล้วนะ
แต่เพราะว่าอากาศหนาวๆ และทางเดินขึ้นภูเขา 700 เมตร
ทำให้ของจริงสุดยอดกว่ามาก
รูป 2 รูปนี้ เวลาถ่ายห่างกันชั่วข้ามคืน
แต่กลายเป็นรูปถ่ายคนละปีกันซะแล้ว
++++++++
เคยดูหนังเรื่องหนึ่ง
เป็นหนังในดวงใจอันดับต้นๆ
มี 2 ภาค
ภาคแรกชื่อว่า Before Sunrise
และภาคต่อชื่อว่า Before Sunset
จากภาคแรกไปถึงภาคที่สอง มีระยะเวลาห่างกัน 9 ปี....
พระเอกและนางเอก เจอกันโดยไม่ได้ตั้งใจระหว่างการเดินทาง
ตกหลุมรัก
และก็ต้องจากไปเมื่อถึงเวลา
9 ปีผ่านไป แม้ความรู้สึกยังอยู่
แต่อะไรๆ ก็ไม่เหมือนเดิม
เห็นภาพถ่ายแล้วนึกถึง
แค่ข้ามคืนเดียว อะไรๆ เปลี่ยนไปตั้งเยอะ
ขนาดปีค.ศ. บนโลกใบนี้ก็ปลี่ยนไปทั่วทุกที่
ถ้าเวลาผ่านไป 9 ปี จำนวนสิ่งที่เปลี่ยน ถ้านับได้นี่จะขนาดไหนนะ
++++++++
เป้าหมายของชีวิตนี้อีกหนึ่งอย่าง
เก็บประสบการณ์ชีวิตด้วยการเที่ยวทั่วไทย
ไม่ไปไม่รู้
...
นอกจากว่าบนสวรรค์จะมีเจ๋งกว่านี้
อิอิ
ไม่ว่าจะเป็นด้านอาร์ต หรือด้านเทคนิค
แต่ว่าคราวนี้อยากลงรูปที่ตัวเองถ่าย (มั้ง)
เพราะเป็นรูปแห่งความทรงจำ
อาทิตย์ตกครั้งสุดท้ายของปี 2008
และ....
อาทิตย์ขึ้นครั้งแรกของปี 2009
ณ ภูชี้ฟ้า ที่เต็มไปด้วยทะเลหมอก
เคยเห็นรูปนี้แต่ใน Internet ก็ว่าสวยแล้วนะ
แต่เพราะว่าอากาศหนาวๆ และทางเดินขึ้นภูเขา 700 เมตร
ทำให้ของจริงสุดยอดกว่ามาก
รูป 2 รูปนี้ เวลาถ่ายห่างกันชั่วข้ามคืน
แต่กลายเป็นรูปถ่ายคนละปีกันซะแล้ว
++++++++
เคยดูหนังเรื่องหนึ่ง
เป็นหนังในดวงใจอันดับต้นๆ
มี 2 ภาค
ภาคแรกชื่อว่า Before Sunrise
และภาคต่อชื่อว่า Before Sunset
จากภาคแรกไปถึงภาคที่สอง มีระยะเวลาห่างกัน 9 ปี....
พระเอกและนางเอก เจอกันโดยไม่ได้ตั้งใจระหว่างการเดินทาง
ตกหลุมรัก
และก็ต้องจากไปเมื่อถึงเวลา
9 ปีผ่านไป แม้ความรู้สึกยังอยู่
แต่อะไรๆ ก็ไม่เหมือนเดิม
เห็นภาพถ่ายแล้วนึกถึง
แค่ข้ามคืนเดียว อะไรๆ เปลี่ยนไปตั้งเยอะ
ขนาดปีค.ศ. บนโลกใบนี้ก็ปลี่ยนไปทั่วทุกที่
ถ้าเวลาผ่านไป 9 ปี จำนวนสิ่งที่เปลี่ยน ถ้านับได้นี่จะขนาดไหนนะ
++++++++
เป้าหมายของชีวิตนี้อีกหนึ่งอย่าง
เก็บประสบการณ์ชีวิตด้วยการเที่ยวทั่วไทย
ไม่ไปไม่รู้
...
นอกจากว่าบนสวรรค์จะมีเจ๋งกว่านี้
อิอิ
21.1.52
ไม่เคยลืม
ย้อนกลับไปดูบทความเมื่อวันเก่าๆ
(ทำตัวเหมือนคนแก่)
ชีวิตแต่ก่อนมันช่าง... นะ
เต็มไปด้วยพลังและความคิดที่สดใสสวยงาม
มีความสุขทุกเวลา
กระตือรือร้นแบบไม่มีแบตอ่อน
ผ่านมา 1 ปีถ้วนๆ กับนิดๆ
รู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไป
แต่ไม่ว่าเราจะเปลี่ยนไปยังไง
พระสัญญาพระเจ้าที่เคยมีก็ไม่เคยเปลี่ยน
ได้อ่านบล๊อกของวันที่ 18.12.2007
"ใกล้จะสิ้นปีแล้ว...
ปีที่ได้รู้จักตัวเองมากอย่างไม่น่าเชื่อ
ปีที่เปลี่ยนแปลงเส้นทางชีวิตไปทางที่ควรไป
ปีที่รู้สึกว่าตัวเองได้พัฒนาในหลายด้านมากขึ้นมากกกกกกกกก"
"การเป็นตัวของตัวเอง อาจไม่ได้หมายความถึงการตามใจตัวเอง
แต่อาจหมายถึงการเอาอะไรๆ ออกไปจากชีวิต
เพื่อที่จะเรียนรู้สิ่งที่อยู่ในตัวเองให้มากขึ้นและเดินต่อไปด้วยสิ่งนั้น ++ ด้วยความมั่นใจ"
"อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องพัฒนาในปีต่อไปคงเป็นการเอาอะไรๆ ออกไปจากหัวในเวลาที่ควร..."
ปีที่แล้ว ได้รู้จักตัวเองมากขึ้นขนาดนั้น
แล้วปีนี้ได้รู้จักตัวเองมากขึ้นขนาดไหนเนี่ย
รู้สึกว่ามากกว่าเดิมเป็น 10 เท่า
แต่อากัปกิริยาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เรียนรู้เป็นอย่างมากจริงๆ ว่า
ยิ่งเราเป็นผู้ใหญ่ในการดำเนินชีวิตมากขึ้นเท่าไหร่
เติบโตในการเดินกับพระเจ้ามากเท่าไหร่
ชีวิตยิ่งไม่ค่อยจะเหลืออะไร
เหลือแต่คุณค่าที่มันอยู่ "ข้างใน" นั่นแหละ ที่จริง!
พระเจ้าช่วยหมี่ในการเอา "อะไรๆ" ออกไปมากมายเหมือนกันนะคะ
ขอบคุณพระองค์
(ทำตัวเหมือนคนแก่)
ชีวิตแต่ก่อนมันช่าง... นะ
เต็มไปด้วยพลังและความคิดที่สดใสสวยงาม
มีความสุขทุกเวลา
กระตือรือร้นแบบไม่มีแบตอ่อน
ผ่านมา 1 ปีถ้วนๆ กับนิดๆ
รู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไป
แต่ไม่ว่าเราจะเปลี่ยนไปยังไง
พระสัญญาพระเจ้าที่เคยมีก็ไม่เคยเปลี่ยน
ได้อ่านบล๊อกของวันที่ 18.12.2007
"ใกล้จะสิ้นปีแล้ว...
ปีที่ได้รู้จักตัวเองมากอย่างไม่น่าเชื่อ
ปีที่เปลี่ยนแปลงเส้นทางชีวิตไปทางที่ควรไป
ปีที่รู้สึกว่าตัวเองได้พัฒนาในหลายด้านมากขึ้นมากกกกกกกกก"
"การเป็นตัวของตัวเอง อาจไม่ได้หมายความถึงการตามใจตัวเอง
แต่อาจหมายถึงการเอาอะไรๆ ออกไปจากชีวิต
เพื่อที่จะเรียนรู้สิ่งที่อยู่ในตัวเองให้มากขึ้นและเดินต่อไปด้วยสิ่งนั้น ++ ด้วยความมั่นใจ"
"อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องพัฒนาในปีต่อไปคงเป็นการเอาอะไรๆ ออกไปจากหัวในเวลาที่ควร..."
ปีที่แล้ว ได้รู้จักตัวเองมากขึ้นขนาดนั้น
แล้วปีนี้ได้รู้จักตัวเองมากขึ้นขนาดไหนเนี่ย
รู้สึกว่ามากกว่าเดิมเป็น 10 เท่า
แต่อากัปกิริยาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เรียนรู้เป็นอย่างมากจริงๆ ว่า
ยิ่งเราเป็นผู้ใหญ่ในการดำเนินชีวิตมากขึ้นเท่าไหร่
เติบโตในการเดินกับพระเจ้ามากเท่าไหร่
ชีวิตยิ่งไม่ค่อยจะเหลืออะไร
เหลือแต่คุณค่าที่มันอยู่ "ข้างใน" นั่นแหละ ที่จริง!
พระเจ้าช่วยหมี่ในการเอา "อะไรๆ" ออกไปมากมายเหมือนกันนะคะ
ขอบคุณพระองค์
11.1.52
เติบโต...
ผ่านปีใหม่มา 11 วันแล้ว...
มีเรื่องในหัวเยอะแยะไปหมดที่อยากมาเล่าลง blog
วันแต่ละวันในปีใหม่ มีความหมายอย่างไม่น่าเชื่อในก้าวต่อไปของชีวิต
ของขวัญชิ้นแรกจากงานฉลองปีใหม่ของโบสถ์
วันส่งท้ายปีเก่า
ได้เห็นดวงอาทิตย์ตกครั้งสุดท้ายของปี
และได้เห็นดวงอาทิตย์ขึ้นครั้งแรกของปีในวันขึ้นปีใหม่
บนภูชี้ฟ้าที่สูง หนาว งดงาม มหัศจรรย์ไปด้วยทะเลหมอก
ของขวัญชิ้นที่สองจากพระเจ้า
Hillsong's worship และเพลง Saviour King
เพลงนมัสการที่อธิษฐานขอพระเจ้าในวันสัมมนาผู้นำนมัสการ
ของขวัญชิ้นที่สามจากพระเจ้า
ความเข้าใจผิดและปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างคนสองคน
ความรักและความเข้าใจที่มากขึ้นกว่าเดิม เมื่อเราได้เคลียร์กัน
ของขวัญชิ้นที่สี่จากพระเจ้า
Power of promise กับเรื่องราวของอับราฮัม
Promise land ในหนังสือเรื่อง the last lecture
และ Promise land and Israle ในคำเทศน์ของ Joyce Mayer
การตอกย้ำในพระสัญญาและการก้าวออกไปเพื่อเข้าสู่ดินแดนแห่งพระสัญญา
ของขวัญชิ้นที่ห้าจากพระเจ้า
สิ่งที่ค้นพบและรู้สึกดีใจมากที่สุด
คือการได้เรียนรู้ว่า เราโตขึ้น
เป็นผู้ใหญ่ที่รู้ในสิ่งที่ควรรู้
เห็นในสิ่งที่ควรเห็น
เข้าใจในสิ่งที่ควรเข้าใจ
เข้าใจความเป็นไปของโลกใบนี้
เข้าใจตัวเอง
เข้าใจคนอื่น
เข้าใจพระเจ้า
ของขวัญชิ้นที่หกจากพระเจ้า
ก็ 2 ปีที่แล้วใน Gsus7 ผ่านอะไรมาตั้งเยอะ
ต่อสู้กับตัวเอง (และคนอื่น) มาตั้งเท่าไหร่
วันนี้คงจะยังไม่โตเท่าที่เราจะสามารถโตได้
แต่มั่นใจว่าเราเติบโตขึ้นสมกับขนาดและเวลาที่พระเจ้าวางไว้
ได้ค้นพบว่า
ชีวิตที่มีความหมาย
ยิ่งเดินไปเรื่อยๆ ยิ่งไม่เหลืออะไร
เพราะว่าความหมายอยู่ในตัวของมันเอง
ได้ค้นพบว่า
พระเจ้าไม่เคยมาสาย และพระเจ้าไม่เคยผิดพลาด
ชีวิตมีคุณค่าเสมอเมื่อฟังเสียงพระเจ้า
เพราะพระเจ้าโปรดปรานลูกของพระองค์ที่รักพระองค์มากกว่าสิ่งใด
บางทีมนุษย์ก็สร้างความเศร้าเสียใจให้เราบ้าง
บางทีมนุษย์ก็ทำให้เราหวั่นไหวและหวาดกลัวบ้าง
บางทีตัวเราก็ไม่เชื่อในตัวเราเองบ้าง
บางทีเราก็หยิ่งและเร็วเกินไปที่จะฟังคนอื่น
แต่ว่าขอบคุณพระเจ้า
พระองค์ให้เกียรติและเห็นคุณค่าหมี่ พระองค์ให้ความมั่นใจในสิ่งที่หมี่คิด
พระองค์รักและดูแลหมี่เหมือนพ่อที่รู้ใจ พระองค์ให้ในสิ่งที่หมี่ขอ
พระองค์รู้จักหมี่ และพร้อมจะสนับสนุนในสิ่งที่หมี่เป็น
พระองค์สอนหมี่ พระองค์สร้างหมี่ผ่านการเตือนที่อ่อนโยน
การผ่านความเจ็บปวดในชีวิตไม่ยากเกินไปเมื่อมีพระเจ้า
ใช้ชีวิตที่มีให้ 100%
เรียนรู้ให้ได้ 100%
รักให้ได้ 100%
ทำในสิ่งที่เชื่อให้ 100%
และไว้วางใจในแผนการพระเจ้า 100%
เรียนรู้จักวิธีการที่ดีที่สุดของเราในการใช้ชีวิต
เรียนรู้จักวิธีการของพระเจ้าในชีวิตของเรา
อย่าหยุดที่จะเติบโต
อย่าหยุดที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า เพื่อตัวเอง เพื่อคนรอบข้าง เพื่อโลก
เรียนรู้ที่จะมีความสุขและอย่าหยุดที่จะมีความสุข
บนโลกใบนี้ ทุกอย่างมีเหตุผล
มีสิ่งที่เราควบคุมได้ จงควบคุมให้ดีที่สุด
และมีสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ จงไว้วางใจพระเจ้าอย่างที่สุด
คนทุกคนมีรายละเอียด
จงใส่ใจและเห็นความสำคัญ
อาจจะทำให้เจ็บปวดหรือน้ำตาไหลไปกับเขา
แต่มันดีกว่าไม่รู้สึกอะไรเลย
สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือ
ความรักพระเจ้า คุณค่าของตัวเอง และความสัมพันธ์
ขอบคุณที่อ่านจนจบค่ะ
ขอบคุณพระเจ้า
ไม่ว่าอะไรจะเกิด ไม่ว่าโลกจะเป็นยังไง
But God!
But God!
But God....!
มีเรื่องในหัวเยอะแยะไปหมดที่อยากมาเล่าลง blog
วันแต่ละวันในปีใหม่ มีความหมายอย่างไม่น่าเชื่อในก้าวต่อไปของชีวิต
ของขวัญชิ้นแรกจากงานฉลองปีใหม่ของโบสถ์
วันส่งท้ายปีเก่า
ได้เห็นดวงอาทิตย์ตกครั้งสุดท้ายของปี
และได้เห็นดวงอาทิตย์ขึ้นครั้งแรกของปีในวันขึ้นปีใหม่
บนภูชี้ฟ้าที่สูง หนาว งดงาม มหัศจรรย์ไปด้วยทะเลหมอก
ของขวัญชิ้นที่สองจากพระเจ้า
Hillsong's worship และเพลง Saviour King
เพลงนมัสการที่อธิษฐานขอพระเจ้าในวันสัมมนาผู้นำนมัสการ
ของขวัญชิ้นที่สามจากพระเจ้า
ความเข้าใจผิดและปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างคนสองคน
ความรักและความเข้าใจที่มากขึ้นกว่าเดิม เมื่อเราได้เคลียร์กัน
ของขวัญชิ้นที่สี่จากพระเจ้า
Power of promise กับเรื่องราวของอับราฮัม
Promise land ในหนังสือเรื่อง the last lecture
และ Promise land and Israle ในคำเทศน์ของ Joyce Mayer
การตอกย้ำในพระสัญญาและการก้าวออกไปเพื่อเข้าสู่ดินแดนแห่งพระสัญญา
ของขวัญชิ้นที่ห้าจากพระเจ้า
สิ่งที่ค้นพบและรู้สึกดีใจมากที่สุด
คือการได้เรียนรู้ว่า เราโตขึ้น
เป็นผู้ใหญ่ที่รู้ในสิ่งที่ควรรู้
เห็นในสิ่งที่ควรเห็น
เข้าใจในสิ่งที่ควรเข้าใจ
เข้าใจความเป็นไปของโลกใบนี้
เข้าใจตัวเอง
เข้าใจคนอื่น
เข้าใจพระเจ้า
ของขวัญชิ้นที่หกจากพระเจ้า
ก็ 2 ปีที่แล้วใน Gsus7 ผ่านอะไรมาตั้งเยอะ
ต่อสู้กับตัวเอง (และคนอื่น) มาตั้งเท่าไหร่
วันนี้คงจะยังไม่โตเท่าที่เราจะสามารถโตได้
แต่มั่นใจว่าเราเติบโตขึ้นสมกับขนาดและเวลาที่พระเจ้าวางไว้
ได้ค้นพบว่า
ชีวิตที่มีความหมาย
ยิ่งเดินไปเรื่อยๆ ยิ่งไม่เหลืออะไร
เพราะว่าความหมายอยู่ในตัวของมันเอง
ได้ค้นพบว่า
พระเจ้าไม่เคยมาสาย และพระเจ้าไม่เคยผิดพลาด
ชีวิตมีคุณค่าเสมอเมื่อฟังเสียงพระเจ้า
เพราะพระเจ้าโปรดปรานลูกของพระองค์ที่รักพระองค์มากกว่าสิ่งใด
บางทีมนุษย์ก็สร้างความเศร้าเสียใจให้เราบ้าง
บางทีมนุษย์ก็ทำให้เราหวั่นไหวและหวาดกลัวบ้าง
บางทีตัวเราก็ไม่เชื่อในตัวเราเองบ้าง
บางทีเราก็หยิ่งและเร็วเกินไปที่จะฟังคนอื่น
แต่ว่าขอบคุณพระเจ้า
พระองค์ให้เกียรติและเห็นคุณค่าหมี่ พระองค์ให้ความมั่นใจในสิ่งที่หมี่คิด
พระองค์รักและดูแลหมี่เหมือนพ่อที่รู้ใจ พระองค์ให้ในสิ่งที่หมี่ขอ
พระองค์รู้จักหมี่ และพร้อมจะสนับสนุนในสิ่งที่หมี่เป็น
พระองค์สอนหมี่ พระองค์สร้างหมี่ผ่านการเตือนที่อ่อนโยน
การผ่านความเจ็บปวดในชีวิตไม่ยากเกินไปเมื่อมีพระเจ้า
ใช้ชีวิตที่มีให้ 100%
เรียนรู้ให้ได้ 100%
รักให้ได้ 100%
ทำในสิ่งที่เชื่อให้ 100%
และไว้วางใจในแผนการพระเจ้า 100%
เรียนรู้จักวิธีการที่ดีที่สุดของเราในการใช้ชีวิต
เรียนรู้จักวิธีการของพระเจ้าในชีวิตของเรา
อย่าหยุดที่จะเติบโต
อย่าหยุดที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า เพื่อตัวเอง เพื่อคนรอบข้าง เพื่อโลก
เรียนรู้ที่จะมีความสุขและอย่าหยุดที่จะมีความสุข
บนโลกใบนี้ ทุกอย่างมีเหตุผล
มีสิ่งที่เราควบคุมได้ จงควบคุมให้ดีที่สุด
และมีสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ จงไว้วางใจพระเจ้าอย่างที่สุด
คนทุกคนมีรายละเอียด
จงใส่ใจและเห็นความสำคัญ
อาจจะทำให้เจ็บปวดหรือน้ำตาไหลไปกับเขา
แต่มันดีกว่าไม่รู้สึกอะไรเลย
สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือ
ความรักพระเจ้า คุณค่าของตัวเอง และความสัมพันธ์
ขอบคุณที่อ่านจนจบค่ะ
ขอบคุณพระเจ้า
ไม่ว่าอะไรจะเกิด ไม่ว่าโลกจะเป็นยังไง
But God!
But God!
But God....!
To...2009...
" เธออออออ
ขอบใจมากสำหรับน้ำหอม
ชั้นเพิ่งกลับมาจากเชียงใหม่ เลยเพิ่งได้ของ
แล้วก็เพิ่งจะเห็นการ์ด
พอเห็นแล้วก็มาพิมพ์เมลส่งให้เธอเลยเนี่ย
อากาศหนาวมากตอนนี้
แล้วก็ไอเป็นระยะ
แต่ไม่ต้องห่วง ยังแข็งแรงดี
ชั้นตัดสินใจแล้วว่า.... [ละไว้ในฐานที่ (เธอ) เข้าใจ (คนเดียว)ก็พอ]
อ่านการ์ดเธอแล้วชั้นจะร้องไห้
คิดถึงเธอมากเหมือนกันว่ะ
ช่วงปีใหม่นี้ ชั้นเรียนรู้อย่างหนึ่งว่า
เราควรต้องทำในสิ่งที่คิดว่าดีกับตัวเราและอนาคตของเรามากที่สุด
ในขอบเขตความคิดที่มีคนอื่นมาอยู่ด้วยแล้ว
หมายถึงคิดเผื่อคนอื่นแล้ว
ไม่ได้แปลว่าเห็นแก่ตัว
แต่แปลว่าความฝันและแรงบันดาลใจมีจริง
การค้นหาเป้าหมายของชีวิต จำเป็นต่อการใช้ชีวิตจริงๆ
วันนี้อาจจะดูดื้อด้าน ดื้อดึง ไม่มั่นคงในสายตาคนอื่นบ้าง
แต่ว่าวันหนึ่งสิ่งที่เราตัดสินใจมันจะดีต่อเขาและเราเอง
เว่อร์มะ
5555
ชั้นแค่จะบอกว่าชั้นภูมิใจในตัวเธอว่ะ
อย่างน้อยการตัดสินใจครั้งนี้มันน่าจะเปลี่ยนเธอ เปลี่ยนความคิดของเธอ
เปลี่ยนนิสัยแย่ๆ ของเธอ และเพิ่มนิสัยดีๆ ของเธอให้เธอโตขึ้น
ดีใจมากที่ได้อ่านการ์ดของเธอในวันปีใหม่นี้
ชั้นไม่มีของขวัญอะไรจะให้เธอหรอก
ไม่มีเงินและไม่มีเวลาไปซื้อ
ที่จริงก็ไม่มีเวลาคิดด้วยว่าจะให้อะไร
555
พูดเล่นนะ
รอชั้นเอาไปให้ทีเดียวตอนเดือนเมษายนละกัน
ขอบใจมากสำหรับกำลังใจจากแดนไกล
มีประโยชน์มากกว่าตอนอยู่ใกล้ๆ เยอะ
55555
Happy New Year! 2009
โตขึ้นสองพันก้าว
เสี่ยวมะ
5555 "
หมี่ส่งอีเมลให้น้องสาว
ทันทีที่ได้รับของขวัญปีใหม่ เป็นน้ำหอม 3 ขวด
และการ์ดอวยพร handmade ที่สวยกว่าซื้อที่ร้านซะอีก
ช่วงก้าวข้ามผ่านปี 2008 เข้าสู่ปี 2009
เป็นช่วงแห่งความอัศจรรย์อีกครั้งในชีวิต
ย้ำเหมือนที่เคยย้ำ
ชีวิตเป็นสิ่งมีคุณค่า
และชีวิต "หมี่" (และของทุกคนด้วย ถ้าคุณเชื่อแบบนั้น) ถูกสร้างมาเพื่อให้มีความสุข
เป็นวัตถุประสงค์หนึ่ง (ในหลากหลายข้อ) ที่ละเลยไม่ได้เชียวล่ะ
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับทุกสิ่งจริงๆ ค่ะ
ขอบใจมากสำหรับน้ำหอม
ชั้นเพิ่งกลับมาจากเชียงใหม่ เลยเพิ่งได้ของ
แล้วก็เพิ่งจะเห็นการ์ด
พอเห็นแล้วก็มาพิมพ์เมลส่งให้เธอเลยเนี่ย
อากาศหนาวมากตอนนี้
แล้วก็ไอเป็นระยะ
แต่ไม่ต้องห่วง ยังแข็งแรงดี
ชั้นตัดสินใจแล้วว่า.... [ละไว้ในฐานที่ (เธอ) เข้าใจ (คนเดียว)ก็พอ]
อ่านการ์ดเธอแล้วชั้นจะร้องไห้
คิดถึงเธอมากเหมือนกันว่ะ
ช่วงปีใหม่นี้ ชั้นเรียนรู้อย่างหนึ่งว่า
เราควรต้องทำในสิ่งที่คิดว่าดีกับตัวเราและอนาคตของเรามากที่สุด
ในขอบเขตความคิดที่มีคนอื่นมาอยู่ด้วยแล้ว
หมายถึงคิดเผื่อคนอื่นแล้ว
ไม่ได้แปลว่าเห็นแก่ตัว
แต่แปลว่าความฝันและแรงบันดาลใจมีจริง
การค้นหาเป้าหมายของชีวิต จำเป็นต่อการใช้ชีวิตจริงๆ
วันนี้อาจจะดูดื้อด้าน ดื้อดึง ไม่มั่นคงในสายตาคนอื่นบ้าง
แต่ว่าวันหนึ่งสิ่งที่เราตัดสินใจมันจะดีต่อเขาและเราเอง
เว่อร์มะ
5555
ชั้นแค่จะบอกว่าชั้นภูมิใจในตัวเธอว่ะ
อย่างน้อยการตัดสินใจครั้งนี้มันน่าจะเปลี่ยนเธอ เปลี่ยนความคิดของเธอ
เปลี่ยนนิสัยแย่ๆ ของเธอ และเพิ่มนิสัยดีๆ ของเธอให้เธอโตขึ้น
ดีใจมากที่ได้อ่านการ์ดของเธอในวันปีใหม่นี้
ชั้นไม่มีของขวัญอะไรจะให้เธอหรอก
ไม่มีเงินและไม่มีเวลาไปซื้อ
ที่จริงก็ไม่มีเวลาคิดด้วยว่าจะให้อะไร
555
พูดเล่นนะ
รอชั้นเอาไปให้ทีเดียวตอนเดือนเมษายนละกัน
ขอบใจมากสำหรับกำลังใจจากแดนไกล
มีประโยชน์มากกว่าตอนอยู่ใกล้ๆ เยอะ
55555
Happy New Year! 2009
โตขึ้นสองพันก้าว
เสี่ยวมะ
5555 "
หมี่ส่งอีเมลให้น้องสาว
ทันทีที่ได้รับของขวัญปีใหม่ เป็นน้ำหอม 3 ขวด
และการ์ดอวยพร handmade ที่สวยกว่าซื้อที่ร้านซะอีก
ช่วงก้าวข้ามผ่านปี 2008 เข้าสู่ปี 2009
เป็นช่วงแห่งความอัศจรรย์อีกครั้งในชีวิต
ย้ำเหมือนที่เคยย้ำ
ชีวิตเป็นสิ่งมีคุณค่า
และชีวิต "หมี่" (และของทุกคนด้วย ถ้าคุณเชื่อแบบนั้น) ถูกสร้างมาเพื่อให้มีความสุข
เป็นวัตถุประสงค์หนึ่ง (ในหลากหลายข้อ) ที่ละเลยไม่ได้เชียวล่ะ
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับทุกสิ่งจริงๆ ค่ะ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)