11.3.53

"A Home"

วันก่อนอ่านนิตยสารเล่มหนึ่ง
เอาคู่รักดารามาสัมภาษณ์ แล้วให้บอกนิยามความรัีกของตัวเอง
มีดาราคนนึงบอกว่า "ความรักเหมือนบ้าน"
คงประมาณว่า บ้านคือวิมานของเรา

หมี่คิดว่า บ้านหมายถึงที่ที่อยู่แล้วอบอุ่น สบายใจ ปลอดภัย
เป็นที่ที่พูดได้เต็มปากว่า "This is my place"

บ้านอาจเป็นสถานที่สักแห่งที่เราอยู่มานาน
อยู่กับครอบครัว ไปไหนก็กลับมาที่นี่ทุกวัน
หรืออาจเป็นสถานที่สักแห่ง ที่เรารู้สึกว่า ใช่แล้วล่ะ
ค้นพบความสุขในการอยู่ที่นี่แล้วล่ะ

บ้านอาจเป็นใครสักคน
ที่อยู่ใกล้แล้วอบอุ่น สบายใจ อยากเจอหน้าทุกวัน
หรืออาจเป็นคนสักกลุ่ม ที่เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในนั้น
และเราเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่เมื่ออยู่กับคนเหล่านั้น

เคยเป็นไหมคะ
ที่บางทีก็รู้สึกเหมือนตัวเองไ่ม่มีบ้าน
ไม่ค่อยอยากกลับบ้าน ไม่ค่อยอยากไปไหนกับใคร
บางทีก็ไม่รู้จะไปไหนด้วยซ้ำ...

เวลาย้ายบ้าน ย้ายที่ทำงาน
มักจะรู้สึกเหมือนว่าตัวตนของเราหายไปบางส่วน
หากไม่มีบ้าน ไม่มีที่ไป ก็อาจจะรู้สึกว่าเราไม่มีตัวตนเลย

หมี่เคยเป็น
เคว้งน่าดู...

ตอนนี้เป็นช่วงอบอุ่นของชีวิต
รู้สึกว่าตัวเองมีบ้านหลายหลัง
ไปที่ไหนก็รู้สึกดีไปหมด รู้สึกผูกพัน รู้สึกสบายใจ
จนเหมือนไม่ใช่ความจริง
ก็คิดอยู่ว่ากำลังหลอกตัวเองหรือเปล่าวะ
กำลังเสพติดเพื่อน เสพติดคนรอบข้างหรือเปล่า
ถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ อาจทำให้เกลียดการอยู่คนเดียวได้

หมี่ว่าหมี่มีบ้านหลายหลังจริงๆ นะ
แต่ละหลังก็มีบทบาทต่างกัน
หลังนึง ให้ความสนุกสนาน สบายใจ
หลังนึง ให้ความอบอุ่น
หลังนึง ให้พื้นที่ส่วนตัวและความปลอดภัย
หลังนึง ให้มิตรภาพและความรัก
หลังนึง ให้ความอ่อนหวานในอดีต
หลังนึง ให้ความหวังในอนาคต

ไม่รู้เหมือนกันว่าทุกอย่างทุกความรู้สึกเป็นเรื่องจริงไหม
ไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้องย้ายออกจากที่ไหน เมื่อไหร่ หรือไม่
และหากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
มันก็คงมีการสูญเสียตัวตนบ้าง เจ็บปวดบ้าง

แต่สุดท้ายแล้ว หมี่ก็อยากได้บ้านแค่หลังเดียวที่ให้ทุกความรู้สึกนะ
เป็นบ้านที่กลับมาได้ทุกวันไม่ว่าไปที่ไหน ไม่ว่าทำอะไรมาก็ตาม
เป็นบ้านที่จะไม่ย้ายไปไหนอีก อยู่ไปจนกว่าจะหมดลม

ก็ไม่รู้อีกกี่ปีจะเจอบ้านหลังนั้น
แต่คิิดว่า พระเจ้าคงช่วยหา ช่วยดาวน์ ช่วยผ่อนจนได้มาครองล่ะ

ขอบคุณพระเจ้าล่วงหน้าค่ะ

16.2.53

คอมตัวเดิมของหมี่

อยู่ดีๆ ก็สังเกตขึ้นมาได้ว่า ภาษาอังกฤษมีการใช้ Tense
โดยเปลี่ยนรูปอดีตและอนาคตของคำกริยา
แต่สำหรับคำนาม ไม่มีการเปลี่ยนรูป
แล้วอยู่ดีๆ ก็สงสัยว่า..
ทำไมคำนามไม่มีการเปลี่ยนรูป
เราอะไรทำตอนไหน สำคัญกว่า ตอนไหนเราเป็นยังไงหรือเปล่า
สิ่งของต่างๆ เป็นสิ่งเดิมตลอดไปเหรอ

วันนี้นั่งทำงานอยู่ที่ออฟฟิศ
กำลังปั่นต้นฉบับด้วยความเร่งรีบ (มาก)
ตั้งใจว่าจะเอาให้เสร็จ 2 ชิ้น
เสร็จแน่นอน!!

แต่เราไม่รู้หรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้น...
นั่งทำงานอยู่ดีๆ คอมก็ดับเหมือนหลับตาตายลงไปเลยซะอย่างนั้น
เปิดอีกที ก็เป็นอีกที
จนรอบที่สามนี่ก็ถึงขั้นคุยกันไม่รู้เรื่องเลยทีเดียว
งานไม่เสร็จแล้วแน่นอน

ตกเย็น พี่ที่ออฟฟิศไอทีโทรมาบอกว่า
ฮาร์ดดิสก์พัง พังแบบจริงจัง
ถ้าต้องการกู้ไฟล์ก็เสียเงิน 6,000 บาท
เท่าั้นั้นยังเจ็บปวดไม่พอ
ใช้เวลากู้ 30 วัน!

เราไม่รู้จริงๆ ว่าอะไรจะเกิดขึ้น T_T
ก็ตัดสินใจว่าจะไม่กู้ เพราะเสียเงินและเสียเวลาแบบไม่คุ้มค่าเลย

พรุ่งนี้จะได้คอมตัวเดิมมาใช้ แต่ฮาร์ดดิสก์ใหม่
หน้าตาเหมือนเดิม แต่ข้อมูลข้างในว่างเปล่า
รูปที่เคยเก็บไว้ไม่มีแล้ว
งานที่เคยทำเอาไว้ก็ไม่ีมีแล้ว...
เป็นคอมตัวเดิมที่เปลี่ยนไปแล้ว
คอมตัวนี้เคยเป็นแบบที่มันเป็นในอดีต
แต่ตอนนี้ ไม่ใช่แล้ว
เป็นคอมตัวเดิมที่เปลี่ยนไป
เราไม่เรียกมันด้วยชื่อใหม่ ไม่มีเติม ed ไว้ท้ายชื่อเก่า
แม้ตอนนี้มันจะเปลี่ยนไปจากตอนนั้นแล้วก็ตาม
คนที่เปลี่ยนไป เราก็ไม่เปลี่ยนชื่อ ไม่เติม ed หรือใส่ will นำหน้าชื่อเขาเหมือนกัน

ของทุกอย่างเปลี่ยนไปตามเวลา
คนทุกคนก็เปลี่ยนไปตามเวลา
ขอบคุณคอมพิวเตอร์ตัวนี้ แม้มันจะทำให้หมี่ต้องทำงานหนักขึ้น
เพราะมันสอนหมี่ให้เรียนรู้ว่า หลายๆ อย่างเราเอาคืนกลับมาไม่ได้
แม้จะตะเกียกตะกายเอาคืนมาให้ได้ มันก็ไม่คุ้ม

เอาล่้ะ..
ข้อมูลในคอมพิวเตอร์หายไป ไม่เป็นไร ทำใหม่
สร้างโฟลเดอร์ใหม่ หาข้อมูลใหม่
จัดระเบียบคอมใหม่
แล้วป้องกันอย่าให้มันเป็นเหมือนเดิมอีก

วันเวลาและตัวตนที่เราเคยรักหายไป ไม่เป็นไร
สร้างใหม่ สะสมประสบการณ์และเรื่องดีๆ ใหม่
จัดระเบียบชีวิตใหม่
แล้วป้องกัน อย่าให้มันเป็นเหมือนเดิมอีก

แต่เราไม่รู้หรอก ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง จริงๆ นะ

6.2.53

emotion one

ตอนนี้นั่งอยู่ริมอ่างแก้ว อ่างเก็บน้ำในมช.
หลังจากผจญภัยกับมอเตอร์ไซค์คนเดียวมาตลอดช่วงเย็น
ตอนนี้ได้เวลาพักผ่อน จิบเบียร์

เดือนมกราคมปลายเดือน อากาศยังหนาวอยู่มาก
เพื่อนโจ้โทรคุยกับแฟนอยู่ข้างๆ แต่เราไม่มีใคร
โทรศัพท์แบตหมดและไม่มีใครให้โทรหาแล้ว

ยืมปากกาโจ้ จดกับสมุดโน้ตจิปาถะ อาศัยแสงจันทร์ให้ความสว่าง
จันทร์เต็มดวง แต่ยังเห็นดาวมากมายเต็มท้องฟ้า
อากาศหนาวมาก...จริงๆ

อยากได้ผู้ชายของตัวเองสักคนมานั่งตรงนี้แทนเพื่อนโจ้นะ
คนที่ใช่ ใช่ และใช่ ไม่มีข้อกังขา

จากการผจญภัยคนเดียว กินคนเดียว เที่ยวคนเดียว
ทำให้รู้ว่า การทำอะไรคนเดียวอาจต้องใช้ความพยายามมาก
แต่ถ้าทำได้ มันน่าภูมิใจไม่หยอกเลยนะ
(ขับรถซิ่งไปก็อมยิ้มไป ทำมาแล้ว)

ทำอะไรคนเดียว ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องได้ เพราะไม่มีใครช่วย
ถ้าไม่เก่งขึ้นในบางเรื่อง ก็ฉลาดขึ้นในบางเรื่อง

แต่รู้ไหมว่า พอรู้ว่ามีเพื่อนสักคนอยู่ใกล้ๆ ก็รีบดิ่งไปหาเลยทีเดียว
มนุษย์อยู่คนเดียวได้ลำบากมากจริงๆ นะ
อาจจะอยู่ได้ แต่เราก็ต้องการคนอื่น

กำัลังกินเบียร์กระป๋องที่ 2 ให้หมด...
ยิ่งกินเยอะ คอเรสเตอรอลสูง
แต่ช่วงนี้กินหนัก อาจเป็นเพราะอยู่คนเดียว

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ขี้เหงา ต้องการคนอื่น
ไม่ใช่แค่อยู่รอบข้าง แต่เป็นคนที่เป็นของตัวเอง
แต่มนุษย์์ก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีโลกของตัวเอง มีพื้นที่ส่วนตัว
คนของตัวเองที่ไม่สามารถเข้ามาอยู่ในโลกนี้ได้ก็อาจต้องไป
แล้วมนุษย์ก็กลับมาเหงาใหม่...

หมี่กินเบียร์ด้วยความไม่เมา แต่กำลังจะอ้วก
บางทีอะไรที่เราไม่คิดว่าต้องพอ เราก็ไม่พอ
เราไม่ได้ไม่พอ แค่เราคิดว่ามันไปเรื่อยๆ ได้

อากาศหนาวมาก
เหตุที่ต้องมากินเบียร์นั้นเพราะอากาศหนาว
มีเพื่อนที่พามากินเบียร์ริมอ่างเก็บน้ำได้
และแปลกใหม่

มนุษย์แม่งก็มีแค่นี้แหละ ต้องการอะไรแปลกใหม่

ถามว่า ความงี่เง่าของความเป็นคนนี่ล้นเหลือกินมากๆๆๆ
แต่คนที่มันงี่เง่า มันก็ได้รับสิ่งดีๆ ได้ ได้ขึ้นสวรรค์อย่างไม่น่าเชื่อ
เพราะพระเจ้ารักเราว่ะ เห็นเรา สงสารเรา เข้าใจเรา และช่วยเรา --
พระเจ้าเจ๋งมาก

ช่วยหนูด้วยค่ะ
ขอให้หนูรู้จักรอคอยวางใจ
นะคะ

เขียนวันที่ 30.01.10 เวลาประมาณตี 1 ริมอ่างแก้ว มช.
ด้วยองค์ประกอบ 3 ประการ ที่ทำให้มึน
เบียร์ อากาศหนาวจนสั่น และแสงสว่างน้อยนิดจากดวงจันทร์
ไม่ตัดตอน ไม่ตัดต่อ ไม่ดัดแปลงใดๆ ทั้งสิ้น

10.1.53

เห็นแก่ตัว

เคยเจอคนประเภทนี้ไหมคะ
คนที่แบบ อยากได้อะไรต้องได้
หาหนทางวิธีการมากมายล้านแปด
ให้ได้มาซึ่งเป้าหมายที่ต้องการ

ถ้าหากไม่เดือดร้อนใคร จะเอาอะไรก็คงไม่ใช่ปัญหา
แต่ถ้าคว้ามาด้วยการสร้่างบาดแผลให้คนอื่น
นี่น่าจะเรียกว่า "เห็นแก่ตัว"

เมื่อก่อนนี้ หมี่ก็เป็นประเภทนั้นแหละ
แต่ด้วยความที่ไม่ค่อยต้องการอะไรมากนัก
นิสัยนี้เลยไม่ได้แสดงออกให้เห็นง่ายๆ

มีช่วงหนึ่งที่พระเจ้าเปลี่ยนมุมมองความคิดบางอย่าง
ได้รู้จักตัวเองมากขึ้นจากเวลาที่ผ่านมา 20 ปี
ก็ถึงจุดตระหนักว่า เรานี่มันโคตรเห็นแก่ตัวเลยว่ะ
ยิ่งคนใกล้ตัว ยิ่งเรียกร้อง ยิ่งไม่ยอม ไม่แคร์
มีน้องสาว ก็ไม่เคยจะยอมน้องเลย
มีแฟน พอไม่ได้ดั่งใจก็วีน ก็ทิ้ง
เบื่อเพื่อน ก็เลิกคบ ไปเที่ยวกับกลุ่มอื่น

ไม่ไหวแล้ว อยากเปลี่ยนตัวเอง
เลยเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในกรอบ...
กรอบของการทำดี ทำตามสังคมใกล้ๆ ตัว
มันก็ทำไม่ค่อยยากเท่าไหร่ รู้สึกดีด้วย
แล้วก็เผลอดีใจไปว่า อาการแย่ๆ ที่เคยเป็น คงจะหายไปแล้ว
.
.
.
.
.
.

วันหนึ่ง เกิดปัญญาอะไรขึ้นสักอย่าง เดินทะลุกรอบออกมา
เจอโลกจริงๆ ที่กว้างกว่าตาเห็น
ได้เรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยกันกับคนจริงๆ
คนที่มีทั้งดีและชั่ั่ว มนุษย์ทั่ั่วไป
มุมมองกว้างกว่าเดิม
แต่ใจเรายังเท่าเดิม...

ปัญหามันอยู่ตรงนี้แหละ
ใจยังเท่าเดิม...
ยังเป็นเด็กน้อย อยากได้อะไรก็จะเอาให้ได้
เรียกร้องจากคนที่พร้อมจะให้
ไม่ได้มองความรู้สึกของคนอื่นเท่ากับตัวเอง
และไม่ได้ให้อย่างที่ควรจะให้เลย
เป็นความ surprise ว่า อ้าว นี่เรายังไม่หายนี่หว่า

จริงๆ มันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรมากหรอก
ไม่ได้อยากได้ของใคร ไม่ได้อยากทำร้ายใคร
แต่เวลาที่หันมามองตัวเองกำลังโกรธ เคือง เมื่อไม่ได้ดั่งใจ
เห็นตัวเองยโส คิดว่าควรจะได้ในสิ่งที่ควรจะได้ มันน่าทุเรศ

หมี่ว่า เพราะความรู้สึกแบบนี้แหละ
ที่ทำให้คนด่ากัน เกลียดกัน ทะเลาะกัน
หมี่เห็นคนทะเลาะกันก็แอบด่าเขาในใจ
ว่ามึงทะเลาะกันทำไม เห็นแก่ประโยชน์กันจัง
ชนะแล้วมีความสุขนักหรือไง
เอาเวลาไปทำอะไรดีๆ ให้คนอื่นดีกว่าไหม
แต่....



กูก็เป็นนี่หว่า...


เวลาที่ใครมาคุยด้วย แล้วบอกว่า เขาควรจะเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
หมี่ก็มักจะบอกไปว่า อย่างน้อยรู้ตัวก็ดีกว่าไม่รู้ตัว

อย่างน้อยหมี่ก็รู้ตัวนะ ว่าเห็นแก่ตัว
เพื่อนพี่น้องถ้ามีโอกาสเห็นสันดานหมี่เมื่อไหร่ก็ช่วยตักเตืิอนด้วย
อาจทำหน้ายโสบ้าง แก้ตัวบ้าง แต่ว่าก็ด่าเถอะ หมี่ยอมไม่ยาก
ไม่ได้อยากเป็นคนดีอะไรเลย แค่ไม่อยา่กมานั่งทุเรศตัวเอง
แล้วก็สงสารคนใกล้ๆ ตัวที่ต้องคอยรองรับอารมณ์

รักพระเจ้ามากก็เพราะงี้แหละ
เห็นแก่ตัวซะขนาดนี้ พระเจ้ายังดูแลไม่ขาด คอยเตือนเรื่อยๆ
โอ้ พระคุณยิ่งใหญ่คับฟ้าจริงๆ

22.12.52

Merry Christmas & Happy New Year 2010

รู้สึกว่า ต้องเขียนอะไรสักอย่างก่อนปีใหม่
เพราะมีเรื่อง (ทั้งดีและแย่) เยอะแยะไปหมด

เดือนธันวาคมเป็นเดือนแห่งการเฉลิมฉลองจริงๆ
กิน ดื่ม เต็มที่กับเพื่อน เพื่อนเก่า และเพื่อนใหม่
เดินเล่นซื้อของขวัญ
มีความสุขกับอากาศเย็นๆ
ใส่เสื้อกันหนาว
อ่านหนังสือ
ดูละครโปรด

ความรู้สึกในวันคริสตมาสและปีใหม่ปีนี้
ต่างจากหลายปีที่ผ่านมา...
ถ้ามีรอยยิ้ม ก็เป็นยิ้มที่ไม่เหมือนเดิม
ถ้ามีน้ำตา ก็เป็นน้ำตาที่ไม่เหมือนเดิม

ปีใหม่ก็เป็นแค่เวลาหนึ่งที่เลข คศ เปลี่ยน
ปีใหม่ไม่ได้แปลว่ามีการเริ่มต้นใหม่
ไม่ได้แปลว่าเราทิ้งสิ่งเก่าๆ ได้
ไม่ได้แปลว่าอะไรจะดีขึ้นหรือจะแย่ลง
ปีใหม่บอกอย่างเดียวว่า เวลากำลังผ่านไป

ชีวิตมนุษย์สั้นมาก แค่ 60-70 ปี
เป็นฝุ่นผงถ้าเทียบกับประวัิติศาสตร์โลก
ลองนึกดูว่า มีคนกี่เปอร์เซ็นต์ที่พูดชื่อแล้วคนทั้งโลกรู้จัก
มีคนกี่เปอร์เซ็นต์ที่สร้่างอนุสรณ์บางอย่างไว้บนโลกนี้ได้
มีคนกี่เปอร์เซ็นต์ที่เปลี่ยนโลกได้...

หมี่ว่ามันสำคัญที่เราควรจะตอบคำถามที่ว่า
เราเกิดมาเพื่อเป็นคนไม่กี่เปอร์เซ็นต์นั้นหรือเปล่า
เราถูกสร้่างมาเพื่อยืนตรงไหนในโลกใบนี้

แต่ก่อน... ถ้าพูดคำว่าอยากทำอะไรก็ทำ
หมี่จะรู้สึกว่ามันดูเห็นแก่ตัวจัง
ตอนนี้... ถ้าหมี่ได้ทำอะไรที่หมี่อยากทำจริงๆ
หมี่จะคิดว่าทำไมเรากล้าอย่างนี้วะ

มีเรื่องไร้สาระในสายตาคนอื่นตั้งหลายอย่า่ง ที่หมี่ทำแล้วโคตรมีความสุข
แล้วก็มีเรื่องดีๆ ในสายตาคนอื่นอีกหลายอย่าง ที่หมี่ไม่แม้แต่จะสนใจทำ

ถ้ามีหนึ่งอย่างที่ขอได้ในวันคริสตมาส
อยากขอให้คนรักกัน เชื่อใจกัน และให้เกียรติกันอย่างที่พระเจ้าให้เกียรติเราเสมอ
ดูโคตรนางเอก แต่หมี่คิดว่า
ไม่ว่าใครจะเกิดมาเพื่อคนทั้งโลก หรือเกิดมาเพื่อแค่บางคน
ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาดูถูกหรือยกหางกันสักหน่อย

ปีใหม่แล้ว เหลือเวลาอีกไม่มาก
ทำสิ่งที่ทำให้คุณมีความสุขและมีรอยยิ้ม
ทำในสิ่งที่คุณรักและเชื่อ แม้ต้องร้องไห้
รักพระเจ้ามากๆ
อย่าลดคุณค่าของตัวเองเพราะคำพูดของใคร
มีความหวังเสมอ
แบ่งปันสิ่งดีที่มีให้กับคนที่ไม่มี
("ให้" จนเรารู้สึกเจ็บปวดบ้างก็ได้นะ)

สุดท้าย อย่าลืมใช้เวลาและสิ่งต่างๆ ที่มีกับคนที่คุณรัก
รวมถึงคนที่คุณควรจะรักให้มากขึ้นด้วยนะคะ
(เพิ่งแปลบทความต่างประเทศ เขาบอกว่า
การใช้เวลา่กับเพื่อนและครอบครัว เป็นสิ่งที่สร้างความสุขให้กับเราได้มากที่สุด
มากกว่าเดิน Shopping อีกค่ะ)

ขอบคุณที่อยู่ด้วยกันบนโลกใบนี้
ขอบคุณที่แลกเปลี่ยนสิ่งดีๆ ให้กัน
แม้มันอาจจะไม่ใช่เรื่องระดับโลกแต่ก็มีคุณค่ากับหมี่นะ ^^

6.12.52

วันพ่อ

วันนี้วันพ่อ เลยไปหาพ่อที่ร้าน
เดินซื้อของแถวๆ นั้นไปฝากพ่อ
ซูชิ 1 กล่อง
ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน 1 กล่อง
น้ำส้มคั้น 1 ขวด
กับพวงมาลัย 10 บาท

พ่อไม่ค่อยอยากได้อะไรเท่าไหร่
นึกถึงพ่อ นึกออกแต่เหล้า เบียร์ กับเสื้อห่านคู่
ก็เลยซื้อของที่เราอยากกินไปให้ซะเลย

เดี๋ยวนี้พ่อนอนไม่ค่อยหลับ
ห่วงน้องสาวคนละแม่อีกคน
น้องสาวคนนี้ไม่ค่อยกลับบ้าน
พ่อตื่นมาตี 2 ไม่เห็นน้อง ก็นอนต่อไม่ลง
อาทิตย์นึงก็แทบจะไม่ได้เจอกัน

พ่อยังมาขายของทุกวัน
ใช้หนี้ผ่อนนู้นนั้นอีกหลายปี
่พ่อบอกว่า ไม่รีบตายหรอก
จะอยู่ใช้หนี้ให้หมดก่อน

พ่อพาไปเลือกเสื้อร้านข้างๆ
แล้วก็ให้ลองกางเกงในร้านอีก 4-5 ตัว
ให้เป็นของขวัญที่เราไม่ควรจะได้รับ
หรือวันนี้วันพ่อ พ่ออยากมีความสุข
พ่อก็เลย "ให้" แล้วทำให้ลูกมีความสุข

พ่อเป็นคนฉลาด ช่างคิด
คิดจนผมขาวทั้งหัวแล้ว
พ่อไม่ค่อยพูดมาก ขี้เล่น กวน
แต่ถ้าโมโหสุดๆ นี่ น่ากลัวอย่างแรง
พ่อสอนหมี่เล่นกีตาร์ ทำให้หมี่ชอบฟังเพลง
พ่อพาไปสอบโรงเรียนประถม
พ่อสอนวิธีคิดดีๆ หลายอย่างให้หมี่

ชีวิตใกล้ชิดแม่มากกว่า
แต่ว่าพ่อก็สร้างสิ่งดีๆ ไว้ให้หมี่เยอะมากจริงๆ

เสื้อผ้าที่พ่อให้วันนี้เหมือนเป็นของขวัญ
พ่อก็เป็นของขวัญ

วันนี้ที่โบสถ์นิวซอง
เราแชร์ความคิดและความรู้สึกกัน
พี่แพตบอกว่า ถ้าเราู้เห็นว่าทุกอย่างในชีวิตเราคือของขวัญจากพระเจ้า
ก็หมายความว่า ทุกวันเป็นวันเกิดของเรา
ทุกวันมีความหมายกับเรา

ถ้าทุกสิ่งที่พ่อทิ้งไว้ ทำให้เราเป็นเราในวันนี้
ก็เหมือนพ่อให้ของขวัญหมี่ทุกวัน
ของขวัญนั้นมีความหมายมากพอที่จะรักพ่อได้ทุกวัน
แม้หมี่กับพ่อจะไม่ได้เจอหรือคุยกัน
แม้ใครจะมองพ่อยังไง

ก่อนออกมาจากร้านพ่อ
บอกพ่อไปว่า พักผ่อนให้มากๆ
ก็รู้ว่า ถ้าพ่อยังต้องตื่นตี 2 ทุกวันเพราะห่วงลูกสาว
ก็คงจะทำไม่ได้อยากที่บอกไว้เท่าไหร่

พระเจ้าคะ ดูแลคุณพ่อด้วยนะคะ
ขอให้พ่อหลับสบายด้วยร่างกายที่แข็งแรง
...ทุกๆ คืน...

4.12.52

สุดสุดไปเลย

Title : นานเหลือเกิน
Artist : อัยย์

ฝันไป ทุกอย่างที่ผ่านพ้นมา นั่นคือฝันไป
หัวใจ เมื่อไรจะหยุดเสียใจ ในเรื่องเก่า
หนทาง ไม่ห่างแต่อาจแสนไกล จะไขว่คว้ามา
ถามใจ ในสิ่งที่ต้องเสียไป ได้เท่าไร

บางสิ่งที่ตามหา จะไขว่คว้า นานเหลือเกิน
บางสิ่งที่ตามหา จะไขว่คว้า นานเหลือเกิน

เข้าใจ ไม่อยากให้เธอเสียใจ หากไม่สัญญา
น้ำตา ไม่หมดไปจากหัวใจ แม้วันเลยผ่าน
หัวใจ ต้องการที่จะก้าวไป แม้ต้องเสียใจ
ถามใจ สิ้นสุดตรงที่ใด นานเท่าไร

บางสิ่ง ที่ตามหาจะไขว่คว้า ยิ่งแสนไกล
บางทีก็อ่อนไหว จะทนไหม ไกลเหลือเกิน

สูญเสียทุกอย่างภายในใจ
เหลือไว้เพียงแต่การรอคอย
นานเหลือเกิน

หนทาง ไม่ห่างแต่อีกแสนไกล จะไขว่คว้ามา
ถามใจ สิ้นสุดตรงที่ใด นานเท่าไร


Title : สุดสุดไปเลย
Artist : นูโว


อยากจะขับรถ ต้องหัดต้องขับรถ ยอมทุ่มเทให้รถรา
อยากจะขี่ม้า ต้องหัดต้องขี่ม้า ยอมทุ่มเทให้ม้าไป
ไม่มีบ่น ไม่ทำเป็นเหมือนคนงอแง
ไม่มีแตร ไม่มัวแต่นั่งทำสงสัย
ไม่มีเบรค ใส่เกียร์เดินหน้าลุยมันเข้าไป
ถ้าหากต้องการได้สิ่งไหน ลุยไป ไม่ต้องยั้ง

หากว่าอยากรัก ถ้าอยากจะถูกรัก มัวแต่ยึกแต่ยักคงไม่ทัน
หากจะอยู่กับฉัน ถ้าอยากอยู่กับฉัน คงต้องทุ่มเทกันทั้งใจ
ไม่ลังเล ต้องเทมาทั้งใจสุดสุด
ไม่มีหยุด ถ้าหยุดคงไม่ไปถึงไหน
ไม่ต้องกลัว จะมัวมาให้คาอยู่ได้ไง
ถ้าหากมีใจอย่าเก็บไว้ เทไปไม่ต้องยั้ง

สุดสุดไปเลย เสียเวลาทำไมอยู่
สุดสุดไปเลย เข้มไปเลยถ้าเอาอยู่
สุดสุดไปเลย เคยไม่เคยจะได้รู้
มีแค่ไหนก็ทุ่มมันทั้งใจ ทุ่มเทเข้าไว้ให้สุดสุด

รักใครก็รัก ให้สุดสุด

++++++

เพลงเก่าๆ นี่มันเจ๋งจริง
สนุกเสมอ เพราะเสมอ
ซึ้งเสมอ เศร้าเสมอ
เป็นแรงบันดาลใจที่ดีเสมอ

ขอบคุณพระเจ้าสำหรับเสียงดนตรี

ได้อ่านหนังสือ "นกของพระเจ้า"
สัมภาษณ์ ตุล อพารท์เมนต์คุณป้า
กับพี่เจ้ย อภิชาติพงศ์
คนในแวดวงศิลปะไทย

คนสมัยนี้กลัวความเงียบ
พักหลังๆ หมี่ก็กลัวเหมือนกัน
แต่ถ้าเราไม่อยู่เงียบๆ บ้าง
เราก็จะลืมมองเข้าไปในจิตใจตัวเอง
ลืมรู้จักตัวเอง

ชีวิตที่มีความสุข เกิดจากการได้เป็นตัวของตัวเองนะ
ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก แม้ใครไม่รัก
เดินตามความฝัน แม้ดูไม่น่าไปเท่าไหร่
ความฝันเป็นสิ่งที่ต้องมีการไขว่คว้า ไล่ล่า
ค้นหา ถามและตอบไปเรื่อยๆ
ที่สำคัญคือ ก้าวไปข้างหน้ากับการลองผิดลองถูก
ปล่อยให้ตัวเองโตในแบบของตัวเองไปเรื่อยๆ

ยากว่ะ ยังหาทางแจ่มๆ ไม่เจอ
แต่ก็เอาเถอะ อยู่นิ่งๆ ก็เหมือนตาย
ตายด้วยดาบ (หน้า) ยังดีกว่าเฉาตาย