จากประสบการณ์อันแสนเจ็บปวดที่เกิดขึ้นด้วยความโง่และไร้สติของหมี่
ทำให้ได้บทเรียนมาหนึ่งข้อ
รถล้มครั้งนี้ฝากความอับอาย (ตัวเอง) และบาดแผลรอยใหญ่ที่แขนขาไว้
แถมรถยังมีรอยถลอกเต็มไปหมด
เป็นรอยถลอกที่คอยบาดข้อเท้าทุกครั้งที่เผลอไปโดน
คล้ายๆ กับอาการเจ็บแปลบที่หลายๆ คนมักจะเป็นหลังการบาดเจ็บครั้งใหญ่
สิ่งสำคัญที่ได้เรียนรู้ก็คือ ความเสียหายที่แย่ที่สุด ไม่ใช่โฉมของหมี่
ไม่ใช่สภาพหรือเครื่องของรถ
ไม่ใช่เงินค่ายาทาแผลหรือค่าซ่อมรถใดๆ
มันคือความมั่นใจที่ถูกทำลายอย่างไม่มีชิ้นดี
หมี่สังเกตตัวเอง ก่อนหน้านี้ จะขี่รถเร็วฉวัดเฉวียนยังไง ก็ยังไม่น่ากลัว
ออกจะสนุกสนานด้วยซ้ำ
แต่หลังรถล้มคราวนี้...
แค่ทางไม่เรียบหรือรถกระตุกเล็กน้อย ยังทำให้หมี่ใจหายวูบได้อย่างง่ายๆ
เคยได้ยินไหมคะที่เขาบอกว่า "ถ้ามีความมั่นใจ ทำอะไรก็สำเร็จ"
ตอนนี้รู้สึกได้เลยว่า ความกลัวที่มากกว่าเดิม เพิ่มโอกาสเสี่ยงให้รถล้มได้ง่ายขึ้น
เพราะมือที่จับแฮนด์รถ ไม่มีความมั่นคงอีกต่อไปแล้ว
เรื่องนี้ทำให้นึกถึงเรื่องอื่นๆ อีกหลายเรื่อง
ที่เหมือนจะไม่เกี่ยว แต่ก็เกี่ยว
เมื่อใครสักคนล้มเหลวหรือผิดหวัง
สิ่งที่สูญเสียมากที่สุด อาจไม่ใช่เงินทอง ไม่ใช่ตำแหน่งหน้าที่
ไม่ใช่เครดิตดีๆ ไม่ใช่ความสัมพันธ์
แต่เป็นความมั่นใจที่จะเริ่มต้นทำอะไรสักอย่างอีกครั้ง
และเมื่อไม่มีความมั่นใจ ไม่ว่าจะก้าวไปทางไหน ก็ยาก
"สิ่งที่หายไป มันไม่ใช่แค่ดอกไม้
แต่มันหมายความถึงบางสิ่งที่สำคัญ
สิ่งที่หายไปมันไม่ใช่แค่คำหวาน
แต่กับตัวฉันที่ว่างเปล่าที่เฝ้ารอ ก็ใจหายไปทั้งใจ"
ของที่มองเห็น มีเงินก็ซื้อได้ หาใหม่ไม่ยาก
แต่ความรู้สึกที่มองไม่เห็น ทำยังไงให้กลับมาเต็มได้เหมือนเดิม
ใครรู้บอกที
19.3.54
13.3.54
กว่าจะรู้
คุณเรียนรู้จัก "ความรู้สึก" ต่างๆ เป็นครั้งแรกเมื่อไหร่คะ
ตอนเด็กๆ หมี่ไม่รู้จักความรู้สึก "หิว"
คงเป็นเพราะแม่จับกินข้าวตรงเวลาเป๊ะตลอด
รู้จักการหิวครั้งแรก น่าจะตอนประถมที่เราต้องรอเวลากินข้าว
จำได้ว่า เหมือนกับรู้สึกอะไรบางอย่างที่ท้อง
พอกินข้าวแล้วหาย ก็เลยอ๋อ
นี่ล่ะมั้ง ที่เรียกว่า หิว
เคยเห็นในละคร มีตัวละครที่เสียใจจนกินข้าวไม่ลง
สงสัยมาหลายปี เพราะไม่เคยมีความรู้สึกแบบนั้น
ปรากฏว่า วันหนึ่ง เจอแฟนเก่าไปกับแฟนใหม่
ช็อคไปวันกว่าๆ ไม่หิวเลยสักนิด ผิดวิสัย
ก็เลยเข้าใจแล้วว่า อาการกินข้าวไม่ลง เป็นยังไง
ใครๆ ก็รู้แม่รักลูกยิ่งกว่าชีวิต
แต่เอาเข้าจริงกว่าจะสำนึกได้ว่าแม่รักเราแค่ไหน
ก็ดื้อด้านขัดคำสั่งเอารถไปต่างจังหวัดให้รถมันคว่ำหวิดตาย
พอได้ยินเสียงแม่ร้องไห้ ก็เก็ททันที
เสียดเข้าไปในใจ
อันนี้เป็นเรื่องของเพื่อนฝูง
เยอะนักเชียว ประเภทจิกแฟน หวงแฟน ทะเลาะกันค่ำเช้า
ไอ้เราเป็นผู้หญิงขี้วีน ไม่เคยยอมใคร เลยไม่ต้องจิกใคร
ไม่ค่อยเข้าใจด้วยว่าจะไปจิกทำไมให้เค้ารำคาญ
สุดท้าย...
ไม่ต้องบอกใช่มั้ยคะ ว่าหมี่ก็เจอเข้าจนได้
รำคาญตัวเองมาก แต่ก็ยังไปจิกเขาอยู่ดี
เรื่องร้องไห้หยุดไม่ได้ก็เหมือนกัน
ใช้ชีวิตมา 20 กว่าปี ไม่เคยเป็น
ตอนนี้รู้แล้วว่าดราม่าแบบนั้นแม่งโคตรทรมาน
เวลาคนพูดว่าเกลียดตัวเอง
คนเซลฟ์สูงแบบหมี่ไม่ค่อยจะอินด้วยเท่าไหร่
แต่พอนานเข้า เจ็บจากความเป็นตัวเองบ่อยเข้า
แล้วไม่หายสักที ทำไงก็ไม่หาย
เลยเริ่มเกลียดตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกัน
วันนี้ไปอ่างแก้ว นั่งอ่านหนังสือ
เจอนกสองตัวหน้าตาเหมือนกัน เดินอยู่ข้างๆ กัน
ท่าเดียวกัน จังหวะเดียวกัน
ตลกดี ก็เลยนั่งจ้องมัน
ปรากฏว่า สักพัก ตัวนึงก็กระโดดแซงหน้า แล้วแยกไปอีกทาง
เลี้ยวไปเลี้ยวมา แล้วก็เดินวนมาใกล้กันเหมือนเดิม
อีกแป๊บก็เดินแยกกันอ้อมต้นไม้ แยกซ้ายขวาไปไกล
จังหวะการเดินก็เหมือนกันบ้าง ไม่เหมือนบ้าง
แต่อีกแป๊บก็เดินมาใกล้ แล้วไปด้วยกันเหมือนเดิม
ตอนจบฉากนี้ นกสองตัวยืนริมอ่างแก้วอยู่ข้างๆ กัน
หมี่ไม่รู้ว่าคุณรู้จัก "ความรู้สึก" เหล่านี้กันตอนไหน
เจอเองกับตัว หรือฟังเขาเล่ามา
แต่หมี่เชื่อว่า ชีวิตของคนทุกคนมีเรื่องให้เรียนรู้เหมือนๆ กันนั่นแหละ
ความสุข ความทุกข์ รอยยิ้ม น้ำตา ความเจ็บปวดทั้งร่างกายและหัวใจ
ความล้มเหลว ความสำเร็จ ความเข้าใจโลก ความจริงของชีวิต
จนกระทั่งความตาย
เพียงแต่เส้นทาง จังหวะ วิธีการ คงแตกต่างกันไป
บางคนอาจจะแตกต่างจากเรามากๆๆๆ
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่มีโอกาสเดินด้วยกันในบางเวลา
และไม่ได้หมายความว่า
สุดท้าย เราจะไม่ได้ยืนอยู่ข้างกัน
ปล. บล็อคนี้ขออุทิศให้ความเจ็บปวดทั้งปวงที่ได้รู้จักตลอดปีที่ผ่านมา
และน้ำตาที่ยังไม่หยุดไหล
ได้แต่หวังว่าตอนจบจะสวยงามเหมือนฉากวันนี้นะคะ
ตอนเด็กๆ หมี่ไม่รู้จักความรู้สึก "หิว"
คงเป็นเพราะแม่จับกินข้าวตรงเวลาเป๊ะตลอด
รู้จักการหิวครั้งแรก น่าจะตอนประถมที่เราต้องรอเวลากินข้าว
จำได้ว่า เหมือนกับรู้สึกอะไรบางอย่างที่ท้อง
พอกินข้าวแล้วหาย ก็เลยอ๋อ
นี่ล่ะมั้ง ที่เรียกว่า หิว
เคยเห็นในละคร มีตัวละครที่เสียใจจนกินข้าวไม่ลง
สงสัยมาหลายปี เพราะไม่เคยมีความรู้สึกแบบนั้น
ปรากฏว่า วันหนึ่ง เจอแฟนเก่าไปกับแฟนใหม่
ช็อคไปวันกว่าๆ ไม่หิวเลยสักนิด ผิดวิสัย
ก็เลยเข้าใจแล้วว่า อาการกินข้าวไม่ลง เป็นยังไง
ใครๆ ก็รู้แม่รักลูกยิ่งกว่าชีวิต
แต่เอาเข้าจริงกว่าจะสำนึกได้ว่าแม่รักเราแค่ไหน
ก็ดื้อด้านขัดคำสั่งเอารถไปต่างจังหวัดให้รถมันคว่ำหวิดตาย
พอได้ยินเสียงแม่ร้องไห้ ก็เก็ททันที
เสียดเข้าไปในใจ
อันนี้เป็นเรื่องของเพื่อนฝูง
เยอะนักเชียว ประเภทจิกแฟน หวงแฟน ทะเลาะกันค่ำเช้า
ไอ้เราเป็นผู้หญิงขี้วีน ไม่เคยยอมใคร เลยไม่ต้องจิกใคร
ไม่ค่อยเข้าใจด้วยว่าจะไปจิกทำไมให้เค้ารำคาญ
สุดท้าย...
ไม่ต้องบอกใช่มั้ยคะ ว่าหมี่ก็เจอเข้าจนได้
รำคาญตัวเองมาก แต่ก็ยังไปจิกเขาอยู่ดี
เรื่องร้องไห้หยุดไม่ได้ก็เหมือนกัน
ใช้ชีวิตมา 20 กว่าปี ไม่เคยเป็น
ตอนนี้รู้แล้วว่าดราม่าแบบนั้นแม่งโคตรทรมาน
เวลาคนพูดว่าเกลียดตัวเอง
คนเซลฟ์สูงแบบหมี่ไม่ค่อยจะอินด้วยเท่าไหร่
แต่พอนานเข้า เจ็บจากความเป็นตัวเองบ่อยเข้า
แล้วไม่หายสักที ทำไงก็ไม่หาย
เลยเริ่มเกลียดตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกัน
วันนี้ไปอ่างแก้ว นั่งอ่านหนังสือ
เจอนกสองตัวหน้าตาเหมือนกัน เดินอยู่ข้างๆ กัน
ท่าเดียวกัน จังหวะเดียวกัน
ตลกดี ก็เลยนั่งจ้องมัน
ปรากฏว่า สักพัก ตัวนึงก็กระโดดแซงหน้า แล้วแยกไปอีกทาง
เลี้ยวไปเลี้ยวมา แล้วก็เดินวนมาใกล้กันเหมือนเดิม
อีกแป๊บก็เดินแยกกันอ้อมต้นไม้ แยกซ้ายขวาไปไกล
จังหวะการเดินก็เหมือนกันบ้าง ไม่เหมือนบ้าง
แต่อีกแป๊บก็เดินมาใกล้ แล้วไปด้วยกันเหมือนเดิม
ตอนจบฉากนี้ นกสองตัวยืนริมอ่างแก้วอยู่ข้างๆ กัน
หมี่ไม่รู้ว่าคุณรู้จัก "ความรู้สึก" เหล่านี้กันตอนไหน
เจอเองกับตัว หรือฟังเขาเล่ามา
แต่หมี่เชื่อว่า ชีวิตของคนทุกคนมีเรื่องให้เรียนรู้เหมือนๆ กันนั่นแหละ
ความสุข ความทุกข์ รอยยิ้ม น้ำตา ความเจ็บปวดทั้งร่างกายและหัวใจ
ความล้มเหลว ความสำเร็จ ความเข้าใจโลก ความจริงของชีวิต
จนกระทั่งความตาย
เพียงแต่เส้นทาง จังหวะ วิธีการ คงแตกต่างกันไป
บางคนอาจจะแตกต่างจากเรามากๆๆๆ
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่มีโอกาสเดินด้วยกันในบางเวลา
และไม่ได้หมายความว่า
สุดท้าย เราจะไม่ได้ยืนอยู่ข้างกัน
ปล. บล็อคนี้ขออุทิศให้ความเจ็บปวดทั้งปวงที่ได้รู้จักตลอดปีที่ผ่านมา
และน้ำตาที่ยังไม่หยุดไหล
ได้แต่หวังว่าตอนจบจะสวยงามเหมือนฉากวันนี้นะคะ
4.3.54
3 มิติ
ทำลายสถิติอีกแล้ว
เดือนที่แล้วไม่ได้เขียน Blog เลยสักเรื่องเดียว
ดูเหมือนว่าชีวิตช่วงนี้ไม่มีแรงบันดาลใจ
มีคนก็บอกว่า หมี่ชิลจนติดนิสัยขี้เกียจแล้วนะ
จริงเหรอ!!
เดือนที่แล้วลองใช้ชีวิตอีกแบบ
ไม่ติดอินเตอร์เน็ตในห้อง
สนุกดีนะ เพราะทุกๆ เสาร์อาทิตย์จะมีคนมาเยี่ยม มีเพื่อนไปเที่ยว
มีสัปดาห์นึงกลับลงไปกรุงเทพ คือ สัปดาห์วาเลนไทน์
ครั้งนี้ ขออนุญาตเขียนเรื่องความรัก (นานๆ จะน้ำเน่าทีนะ)
เป็นเรื่องหนึ่งที่ได้เรียนรู้ เมื่ออยู่ระยะไกล
ปกติหมี่เป็นคนไม่ค่อยแสดงออกว่ารัก
ไม่ตาม ไม่ง้อ ห้ามยอมอีกฝ่ายมากกว่า
คือดูเหมือนตัวเองจะมีทัศนคติโดยไม่รู้ตัวว่า ถ้ารักมาก เดี๋ยวแพ้
โดยเฉพาะหากเป็นความรักที่ต้องได้รับการตอบสนองคืน ยิ่งต้องไม่แพ้
สถานการณ์เป็นแบบนั้นมาตลอด วางตำแหน่งเป็นผู้ชนะได้เสมอๆ
ซึ่งมันก็ดีนะ เพราะฝ่ายที่ไม่ต้องวิ่งตามก็ไม่เหนื่อย
วันไหนที่เจ็บ ก็ฟื้นตัวเร็ว เพราะคุ้นเคยกับการเป็นผู้ชนะ
แต่ไม่รู้ว่าพอโตแล้วเจอกับอะไรเยอะขึ้นรึเปล่า เจอกับความรู้สึกแย่ๆ หลายอย่าง
ทำให้ความกลัวมันก็มากขึ้นตามไปด้วย
อยู่ดีๆ ก็กลัวการแพ้ขึ้นมาซะอย่างนั้น
ปัญหาของมันคือ เวลาเรากลัวการแพ้ เรามักมีแนวโน้มที่จะแพ้มากขึ้น
เพราะเราจะขาดความมั่นใจ
และเวลาเราขาดความมั่นใจ เราจะเรียกร้องความมั่นใจจากคนอื่น
ทำให้เรางี่เง่า ไร้เหตุผล จนทำตัวน่าเบื่ออย่างที่ไม่เคยเป็น
สุดท้ายก็โดนทิ้ง แพ้ราบคาบ
จริงๆ หมี่เชื่อนะว่าสิ่งที่ทำให้ชนะ ก็คือความมั่นใจแบบไม่กลัวแพ้
ซึ่งเกิดมาจากตัวเอง ทำเอง เรียกร้องจากคนอื่นไม่ได้
เอาเถอะ
ยังไงความรักและความสัมพันธ์ก็ไม่ใช่เรื่องการแพ้หรือชนะ
ไม่ใช่ใครเจ็บมากกว่าใครหรือใครทิ้งใครก่อน
หมี่ลองถามความรู้สึกของตัวเองในเวลาต่างๆ
เวลาที่อีกฝ่ายรักเรามากๆ ดูแลเราดีๆ
เราก็มีความสุขมาก ทำให้อยากอยู่กับเขามากขึ้น
อีกฝ่ายก็คงเหมือนกัน
เรารักเขามาก เขาก็ต้องมีความสุข อยากอยู่กับเราไปนานๆ
ไม่ชอบให้เขาจิกตัวเอง ไม่อยากรู้สึกว่าเขาไม่เชื่อใจ
ก็อย่าไปทำ เพราะเขาคงไม่ชอบเหมือนกัน
เวลาเขายอม เรารู้สึกว่าน่ารัก
เราก็น่าจะยอมบ้าง เขาจะได้รู้สึกว่าเราน่ารัก
ความรักเป็นเรื่องของการต่างตอบแทนรึเปล่า
เป็นกฏธรรมชาติที่พระเจ้าตั้งไว้ตั้งแต่แรกแล้วล่ะมั้ง
พระเจ้ารักเรา ก็ดีกับเรา เราเลยรักพระเจ้า
แล้วถ้าพระเจ้ายังดีกับหมี่ไปเรื่อยๆ
หมี่ก็รักพระเจ้าไปเรื่อยๆ
อย่างนี้ถ้าคุณดีกับเราไปเรื่อยๆ เราดีกับคุณไปเรื่อยๆ
ก็ไม่ต้องเลิกกันแล้วสิ
ไม่มีใครแพ้สักคน
ดีจัง...
Paradox - 3มิติ
แด่เธอ ผู้เป็นทุกอย่าง จะมีฉันรอคอยเดินร่วมทาง ฝันคงไม่ไกล
แต่เธอ จืดจางหายเลือนลางเปลี่ยนไป เส้นทางฝันของฉันจบลง นานแม้จะนาน
เฝ้ารอ..คอยอยู่ อาจจะเป็นแค่ฝัน วัน..ที่ดีกว่า เมื่อเธอกลับมาที่เดิม
จะมีความรัก ทุกๆอย่าง จะมีความฝันที่ปลายทาง
จะมีเราสอง เดินร่วมทาง
แด่เธอ ผู้ทำให้รักมีมิติ จะทำให้ฉันมีปลายทาง จะทำให้รักทุกๆอย่าง
แต่เธอ ขาดสิ่งเดียว ฉันรออยู่ฝันยังห่าง นานแม้จะนาน
แด่เธอ จะมีความรัก ทุกๆอย่าง จะมีความฝันที่ปลายทาง จะมีเราสอง เดินร่วมทาง
แด่เธอ ผู้ทำให้รักมีมิติ จะทำให้ฉันมีปลายทาง
ผู้ทำให้รักฉันมีจริง
เดือนที่แล้วไม่ได้เขียน Blog เลยสักเรื่องเดียว
ดูเหมือนว่าชีวิตช่วงนี้ไม่มีแรงบันดาลใจ
มีคนก็บอกว่า หมี่ชิลจนติดนิสัยขี้เกียจแล้วนะ
จริงเหรอ!!
เดือนที่แล้วลองใช้ชีวิตอีกแบบ
ไม่ติดอินเตอร์เน็ตในห้อง
สนุกดีนะ เพราะทุกๆ เสาร์อาทิตย์จะมีคนมาเยี่ยม มีเพื่อนไปเที่ยว
มีสัปดาห์นึงกลับลงไปกรุงเทพ คือ สัปดาห์วาเลนไทน์
ครั้งนี้ ขออนุญาตเขียนเรื่องความรัก (นานๆ จะน้ำเน่าทีนะ)
เป็นเรื่องหนึ่งที่ได้เรียนรู้ เมื่ออยู่ระยะไกล
ปกติหมี่เป็นคนไม่ค่อยแสดงออกว่ารัก
ไม่ตาม ไม่ง้อ ห้ามยอมอีกฝ่ายมากกว่า
คือดูเหมือนตัวเองจะมีทัศนคติโดยไม่รู้ตัวว่า ถ้ารักมาก เดี๋ยวแพ้
โดยเฉพาะหากเป็นความรักที่ต้องได้รับการตอบสนองคืน ยิ่งต้องไม่แพ้
สถานการณ์เป็นแบบนั้นมาตลอด วางตำแหน่งเป็นผู้ชนะได้เสมอๆ
ซึ่งมันก็ดีนะ เพราะฝ่ายที่ไม่ต้องวิ่งตามก็ไม่เหนื่อย
วันไหนที่เจ็บ ก็ฟื้นตัวเร็ว เพราะคุ้นเคยกับการเป็นผู้ชนะ
แต่ไม่รู้ว่าพอโตแล้วเจอกับอะไรเยอะขึ้นรึเปล่า เจอกับความรู้สึกแย่ๆ หลายอย่าง
ทำให้ความกลัวมันก็มากขึ้นตามไปด้วย
อยู่ดีๆ ก็กลัวการแพ้ขึ้นมาซะอย่างนั้น
ปัญหาของมันคือ เวลาเรากลัวการแพ้ เรามักมีแนวโน้มที่จะแพ้มากขึ้น
เพราะเราจะขาดความมั่นใจ
และเวลาเราขาดความมั่นใจ เราจะเรียกร้องความมั่นใจจากคนอื่น
ทำให้เรางี่เง่า ไร้เหตุผล จนทำตัวน่าเบื่ออย่างที่ไม่เคยเป็น
สุดท้ายก็โดนทิ้ง แพ้ราบคาบ
จริงๆ หมี่เชื่อนะว่าสิ่งที่ทำให้ชนะ ก็คือความมั่นใจแบบไม่กลัวแพ้
ซึ่งเกิดมาจากตัวเอง ทำเอง เรียกร้องจากคนอื่นไม่ได้
เอาเถอะ
ยังไงความรักและความสัมพันธ์ก็ไม่ใช่เรื่องการแพ้หรือชนะ
ไม่ใช่ใครเจ็บมากกว่าใครหรือใครทิ้งใครก่อน
หมี่ลองถามความรู้สึกของตัวเองในเวลาต่างๆ
เวลาที่อีกฝ่ายรักเรามากๆ ดูแลเราดีๆ
เราก็มีความสุขมาก ทำให้อยากอยู่กับเขามากขึ้น
อีกฝ่ายก็คงเหมือนกัน
เรารักเขามาก เขาก็ต้องมีความสุข อยากอยู่กับเราไปนานๆ
ไม่ชอบให้เขาจิกตัวเอง ไม่อยากรู้สึกว่าเขาไม่เชื่อใจ
ก็อย่าไปทำ เพราะเขาคงไม่ชอบเหมือนกัน
เวลาเขายอม เรารู้สึกว่าน่ารัก
เราก็น่าจะยอมบ้าง เขาจะได้รู้สึกว่าเราน่ารัก
ความรักเป็นเรื่องของการต่างตอบแทนรึเปล่า
เป็นกฏธรรมชาติที่พระเจ้าตั้งไว้ตั้งแต่แรกแล้วล่ะมั้ง
พระเจ้ารักเรา ก็ดีกับเรา เราเลยรักพระเจ้า
แล้วถ้าพระเจ้ายังดีกับหมี่ไปเรื่อยๆ
หมี่ก็รักพระเจ้าไปเรื่อยๆ
อย่างนี้ถ้าคุณดีกับเราไปเรื่อยๆ เราดีกับคุณไปเรื่อยๆ
ก็ไม่ต้องเลิกกันแล้วสิ
ไม่มีใครแพ้สักคน
ดีจัง...
Paradox - 3มิติ
แด่เธอ ผู้เป็นทุกอย่าง จะมีฉันรอคอยเดินร่วมทาง ฝันคงไม่ไกล
แต่เธอ จืดจางหายเลือนลางเปลี่ยนไป เส้นทางฝันของฉันจบลง นานแม้จะนาน
เฝ้ารอ..คอยอยู่ อาจจะเป็นแค่ฝัน วัน..ที่ดีกว่า เมื่อเธอกลับมาที่เดิม
จะมีความรัก ทุกๆอย่าง จะมีความฝันที่ปลายทาง
จะมีเราสอง เดินร่วมทาง
แด่เธอ ผู้ทำให้รักมีมิติ จะทำให้ฉันมีปลายทาง จะทำให้รักทุกๆอย่าง
แต่เธอ ขาดสิ่งเดียว ฉันรออยู่ฝันยังห่าง นานแม้จะนาน
แด่เธอ จะมีความรัก ทุกๆอย่าง จะมีความฝันที่ปลายทาง จะมีเราสอง เดินร่วมทาง
แด่เธอ ผู้ทำให้รักมีมิติ จะทำให้ฉันมีปลายทาง
ผู้ทำให้รักฉันมีจริง
16.1.54
วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน
ผ่านวันปีใหม่ 2011 มา 16 วันแล้ว
ผ่านวันที่ย้ายมาอยู่เชียงใหม่ได้ 8 วัน
เป็นครั้งแรกในชีวิตตั้งแต่เกิดมา 27 ปี ที่ใช้ชีวิตคนเดียว
อยู่บ้านคนเดียว ตื่นคนเดียว นอนคนเดียว
ไปไหนมาไหนคนเดียวอยู่ตลอดเวลา
ถึงแม้ว่าการอยู่กรุงเทพจะนอนคนเดียวและเดินทางคนเดียวเหมือนกัน
แต่ก็แตกต่างจากที่นี่อย่างสิ้นเชิง
อย่างน้อย ที่กรุงเทพ เราก็รู้ว่าเราจะกลับไปหาใครที่เราคุ้นเคย
หรือออกจากบ้านไปเจอใครที่เราคุ้นเคย
ตอนที่บอกใครๆ ว่าจะมาอยู่เชียงใหม่
หลายคนก็บอกว่า ติสท์จังวะ แก่แล้วนะ ไม่ใช่เด็กๆ
จริงๆ เพราะแก่แล้วนั่นแหละ ก็เลยยิ่งต้องรีบมา
ถ้าเรามีเวลาเหลือน้อย เรายิ่งต้องรีบทำสิ่งที่เราอยากทำ
และยิ่งถ้าคนที่เรารักมีเวลาเหลือน้อย
ยิ่งต้องรีบเดินทางออกจากบ้าน
เพราะวันที่เขาต้องการให้เรากลับบ้านจริงๆ
จะได้ไม่มานั่งเสียดายว่า วันที่กูไปได้ ทำไมกูไม่ไป
เมื่อกี๊อ่านหนังสือ "วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน"
มีสุนทรพจน์เจ๋งๆ ของหลายๆ คนอัดแน่นเป็นแรงบันดาลใจอยู่
คนหนึ่งในนั้น (จำไม่ได้ว่าใคร) บอกว่า เราต้องรู้สึกชอบตัวเอง
เพราะไม่ว่าเราไปไหน เราก็จะอยู่ที่นั่น
ถ้าเราไม่ชอบในความเป็นเรา
ก็คงจะทรมานมากที่ต้องอยู่กับคนที่ไม่ชอบไปตลอดชีวิต
คนเรามีวิธีการใช้ชีวิตต่างกัน
มีทางเลือกและมีวิธีในการเลือกที่ต่างกัน
หมี่ดีใจที่หมี่เกิดมาเป็นคนแบบนี้
คิดแบบนี้ เลือกแบบนี้
คนบางคนอาจจะภูมิใจและรู้สึกดีกับชีวิตที่มั่นคง
ก้าวหน้าในการงาน มีเงินมากๆ
มีตำแหน่งหน้าที่ที่เอื้อให้ทำอะไรหลายๆ อย่างที่คนอื่นทำไม่ได้
มีคู่ครองที่ดี มีครอบครัวที่อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา
จะว่าไป หมี่ก็เคยฝันถึงชีวิตแบบนั้น และเคยพยายามจะทำ
แต่อย่างที่บอก...
คนเราแม่งมีวิธีการใช้ชีวิต (ที่ฝังในกมลสันดาน) ไม่เหมือนกันจริงๆ
ทำให้ทุกวันนี้ก็เลยต้องเหนื่อย เหงา เศร้า นอยด์กับการใช้ชีวิตที่เชียงใหม่
รู้ทั้งรู้ว่า ยืนอยู่กับที่สบายกว่า 27 เท่า
แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าอะไรคือเหตุผลจริงๆ ที่ทำให้เลือกคำตอบข้อนี้
อาจเป็นเพราะมีนิยามของคำว่า "ประสบความสำเร็จในชีวิต" ที่ไม่ได้เป็นแพทเทิร์น
ซึ่งมันก็ทำให้ชีวิตของหมี่ "ดี" ไปอีกแบบ
ที่จริงหมี่ชอบชีวิตที่เชียงใหม่มาก อากาศดี อาหารอร่อย ราคาถูก
บรรยากาศสบาย คนใจดี น่ารัก
แต่เขียนบล็อกนี้เพราะเหงา คิดถึงแม่ คิดถึงเพื่อน คิดถึงคนที่กรุงเทพ
แล้วก็เหน็ดเหนื่อยกับงานใหม่ๆ เล็กน้อย
เวลาแบบนี้แหละ ชอบมีคำถาม
แต่คำถามก็มีคำตอบอยู่แล้ว
ความรู้สึกแปลกๆ แบบนี้ จะว่าไปก็โอเคดีนะ
สวัสดีปีใหม่และชีวิตใหม่ค่ะ
ผ่านวันที่ย้ายมาอยู่เชียงใหม่ได้ 8 วัน
เป็นครั้งแรกในชีวิตตั้งแต่เกิดมา 27 ปี ที่ใช้ชีวิตคนเดียว
อยู่บ้านคนเดียว ตื่นคนเดียว นอนคนเดียว
ไปไหนมาไหนคนเดียวอยู่ตลอดเวลา
ถึงแม้ว่าการอยู่กรุงเทพจะนอนคนเดียวและเดินทางคนเดียวเหมือนกัน
แต่ก็แตกต่างจากที่นี่อย่างสิ้นเชิง
อย่างน้อย ที่กรุงเทพ เราก็รู้ว่าเราจะกลับไปหาใครที่เราคุ้นเคย
หรือออกจากบ้านไปเจอใครที่เราคุ้นเคย
ตอนที่บอกใครๆ ว่าจะมาอยู่เชียงใหม่
หลายคนก็บอกว่า ติสท์จังวะ แก่แล้วนะ ไม่ใช่เด็กๆ
จริงๆ เพราะแก่แล้วนั่นแหละ ก็เลยยิ่งต้องรีบมา
ถ้าเรามีเวลาเหลือน้อย เรายิ่งต้องรีบทำสิ่งที่เราอยากทำ
และยิ่งถ้าคนที่เรารักมีเวลาเหลือน้อย
ยิ่งต้องรีบเดินทางออกจากบ้าน
เพราะวันที่เขาต้องการให้เรากลับบ้านจริงๆ
จะได้ไม่มานั่งเสียดายว่า วันที่กูไปได้ ทำไมกูไม่ไป
เมื่อกี๊อ่านหนังสือ "วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน"
มีสุนทรพจน์เจ๋งๆ ของหลายๆ คนอัดแน่นเป็นแรงบันดาลใจอยู่
คนหนึ่งในนั้น (จำไม่ได้ว่าใคร) บอกว่า เราต้องรู้สึกชอบตัวเอง
เพราะไม่ว่าเราไปไหน เราก็จะอยู่ที่นั่น
ถ้าเราไม่ชอบในความเป็นเรา
ก็คงจะทรมานมากที่ต้องอยู่กับคนที่ไม่ชอบไปตลอดชีวิต
คนเรามีวิธีการใช้ชีวิตต่างกัน
มีทางเลือกและมีวิธีในการเลือกที่ต่างกัน
หมี่ดีใจที่หมี่เกิดมาเป็นคนแบบนี้
คิดแบบนี้ เลือกแบบนี้
คนบางคนอาจจะภูมิใจและรู้สึกดีกับชีวิตที่มั่นคง
ก้าวหน้าในการงาน มีเงินมากๆ
มีตำแหน่งหน้าที่ที่เอื้อให้ทำอะไรหลายๆ อย่างที่คนอื่นทำไม่ได้
มีคู่ครองที่ดี มีครอบครัวที่อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา
จะว่าไป หมี่ก็เคยฝันถึงชีวิตแบบนั้น และเคยพยายามจะทำ
แต่อย่างที่บอก...
คนเราแม่งมีวิธีการใช้ชีวิต (ที่ฝังในกมลสันดาน) ไม่เหมือนกันจริงๆ
ทำให้ทุกวันนี้ก็เลยต้องเหนื่อย เหงา เศร้า นอยด์กับการใช้ชีวิตที่เชียงใหม่
รู้ทั้งรู้ว่า ยืนอยู่กับที่สบายกว่า 27 เท่า
แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าอะไรคือเหตุผลจริงๆ ที่ทำให้เลือกคำตอบข้อนี้
อาจเป็นเพราะมีนิยามของคำว่า "ประสบความสำเร็จในชีวิต" ที่ไม่ได้เป็นแพทเทิร์น
ซึ่งมันก็ทำให้ชีวิตของหมี่ "ดี" ไปอีกแบบ
ที่จริงหมี่ชอบชีวิตที่เชียงใหม่มาก อากาศดี อาหารอร่อย ราคาถูก
บรรยากาศสบาย คนใจดี น่ารัก
แต่เขียนบล็อกนี้เพราะเหงา คิดถึงแม่ คิดถึงเพื่อน คิดถึงคนที่กรุงเทพ
แล้วก็เหน็ดเหนื่อยกับงานใหม่ๆ เล็กน้อย
เวลาแบบนี้แหละ ชอบมีคำถาม
แต่คำถามก็มีคำตอบอยู่แล้ว
ความรู้สึกแปลกๆ แบบนี้ จะว่าไปก็โอเคดีนะ
สวัสดีปีใหม่และชีวิตใหม่ค่ะ
27.12.53
เมอรรี่คริสตมาส
จากที่เคยเขียนบล็อกเดือนละ 7 เรื่อง
กลายมาเป็นเดือนละ 3 เรื่อง
ตอนนี้เหลือเดือนละเรื่อง (เป็นอย่างมาก)
ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน
ผ่านคริสตมาสมาแล้ว 2 วัน
วันคริสตมาสไม่ได้ไปร้องเพลงแคลอริ่งอย่างที่ทำมาหลายๆ ปี
แต่นอนทั้งวันแล้วก็ไปปาร์ตี้กับเพื่อนที่นิเทศ แบบป่วยๆ
เมื่อวานเป็นวันครบรอบ 6 ปีที่เกิดสึนามิ
แล้วก็เป็นวันเกิดแฟนเราด้วย
ไม่ได้ไปร่วมงานรำลึกสึนามิที่ไหน
แต่นอนทั้งวันแล้วก็ไปปาร์ตี้วันเกิดแฟน แบบป่วยๆ เหมือนกัน
เวลาเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ ก็จริง
แต่รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเดินถอยหลัง
ทำตัวเป็นเด็ก เอาแต่ใจ ตามใจตัวเอง
ตื่นสาย นอน อ่านการ์ตูน ออกไปใช้เงิน
ใช้ชีวิตไปวันๆ รอย้ายถิ่นฐาน
(ทำงานบ้างเป็นบางช่วงที่ต้องทำ)
ชอบชีวิตแบบนี้เหมือนกันนะ
ไม่ค่อยได้ทำตัวแบบนี้เท่าไหร่
แบบเรื้อนๆ เน่าๆ
แต่ขนาดจะอยู่สบายๆ พระเจ้าก็ไม่ยอม
ให้ป่วยหนัก เจ็บคอน้ำตาไหลซะนี่
สงสัยสบายมากไปเลยป่วย T_T
สบายมากไป สมองเลยไม่ค่อยได้ใช้
สงสัยคิดแต่เรื่องของตัวเอง ก็เลยไม่มีอะไรจะเขียน
นี่เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า
พระเจ้ารักเราแบบไม่มีเงื่อนไข
ไม่ขึ้นอยู่กับว่าเราทำดีหรือไม่
เรื้อนขนาดนี้พระเจ้ายังดูแลทุกเรื่องเลย
เนี่ยแหละของขวัญชิ้นสำคัญ
Merry Christmas นะคะ
ปล. ซึ้งใจพ่อ
พ่อรักษาคอหนูหน่อยนะพ่อนะ
หมอให้ยามากินก็ไม่หาย T_T
กลายมาเป็นเดือนละ 3 เรื่อง
ตอนนี้เหลือเดือนละเรื่อง (เป็นอย่างมาก)
ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน
ผ่านคริสตมาสมาแล้ว 2 วัน
วันคริสตมาสไม่ได้ไปร้องเพลงแคลอริ่งอย่างที่ทำมาหลายๆ ปี
แต่นอนทั้งวันแล้วก็ไปปาร์ตี้กับเพื่อนที่นิเทศ แบบป่วยๆ
เมื่อวานเป็นวันครบรอบ 6 ปีที่เกิดสึนามิ
แล้วก็เป็นวันเกิดแฟนเราด้วย
ไม่ได้ไปร่วมงานรำลึกสึนามิที่ไหน
แต่นอนทั้งวันแล้วก็ไปปาร์ตี้วันเกิดแฟน แบบป่วยๆ เหมือนกัน
เวลาเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ ก็จริง
แต่รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเดินถอยหลัง
ทำตัวเป็นเด็ก เอาแต่ใจ ตามใจตัวเอง
ตื่นสาย นอน อ่านการ์ตูน ออกไปใช้เงิน
ใช้ชีวิตไปวันๆ รอย้ายถิ่นฐาน
(ทำงานบ้างเป็นบางช่วงที่ต้องทำ)
ชอบชีวิตแบบนี้เหมือนกันนะ
ไม่ค่อยได้ทำตัวแบบนี้เท่าไหร่
แบบเรื้อนๆ เน่าๆ
แต่ขนาดจะอยู่สบายๆ พระเจ้าก็ไม่ยอม
ให้ป่วยหนัก เจ็บคอน้ำตาไหลซะนี่
สงสัยสบายมากไปเลยป่วย T_T
สบายมากไป สมองเลยไม่ค่อยได้ใช้
สงสัยคิดแต่เรื่องของตัวเอง ก็เลยไม่มีอะไรจะเขียน
นี่เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า
พระเจ้ารักเราแบบไม่มีเงื่อนไข
ไม่ขึ้นอยู่กับว่าเราทำดีหรือไม่
เรื้อนขนาดนี้พระเจ้ายังดูแลทุกเรื่องเลย
เนี่ยแหละของขวัญชิ้นสำคัญ
Merry Christmas นะคะ
ปล. ซึ้งใจพ่อ
พ่อรักษาคอหนูหน่อยนะพ่อนะ
หมอให้ยามากินก็ไม่หาย T_T
21.11.53
วันลอยกระทง วันแห่ง...
วันลอยกระทงปีนี้มีหลายอย่างที่แตกต่างออกไป
หลายปีแล้วที่หมี่ไม่ได้ไปลอยกระทงที่ไหน
ตอนที่ยังอายุน้อยๆ มีเรี่ยวแรง ก็สนุกสนานกับงานลอยกระทงที่คนเยอะๆ
แต่ตอนนี้ อย่างมากก็แค่นั่งรอญาติมาลอยกระทงที่แม่น้ำเจ้าพระยาใต้คอนโดนี่เอง
วันนี้อยู่บ้านทั้งวัน แ้ล้วก็ได้ยินเสียงพลุตลอดทั้งวันจนทำให้รำคาญ
ไม่น่าเชื่อว่าการที่ทำงานจุกจิกเยอะๆ มันทำให้เราลืมความรู้สึกบางอย่างไปได้จริงๆ
งานค่อยๆ เบาลง มีเวลานอนพัก ออกไปกินข้าวกับครอบครัว
แล้วก็เข้ามานั่งฟังเสียงพลุที่ระเบียง มองดูประกายพลุที่อยู่ไกลๆ
ร้านอาหารด้านล่างเปิดเพลงดังขึ้นมาถึงชั้น 15
มองขึ้นไปด้านบน
มีโคมค่อยๆ ลอยเข้ามาในสายตา สูงขึ้น สูงขึ้น
จาก 3 โคมเพิ่มมาเป็น 10 โคม
แล้วก็ลอยไปจนลับสายตา
สวยเชียวล่ะ
(ถ้าได้ไปปล่อยโคมยี่เปงที่เชียงใหม่จะเป็นไงนะ...)
มองลงไปด้านล่าง
มีแสงเทียนวิบๆ วับๆ จากกระทงหลายใบที่ลอยอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา
พอเห็นแสงจากพลุ แสงจากโคม แล้วก็แสงจากกระทงประชันกันแบบนี้
ก็อดให้นึกถึงแสงจากดวงจันทร์ที่กลมเต็มดวงเป็นสีเหลืองนวลไม่ได้
พอมองขึ้นไปที่ดวงจันทร์แล้วก็ต้องยอมรับว่า
คืนนี้ไม่มีอะไรสวยเด่นเท่าแสงจันทร์
เสียงพลุและความงดงามของบรรยากาศวันนี้
ทำให้รู้สึกว่า ทุกคนกำลังมีความสุข
วันนี้เป็นวันแห่งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ
ดวงจันทร์แม้จะไม่มีบทบาทอะไรมาก
แต่ก็ดูเหมือนเค้ามองความสุขที่เกิดขึ้นด้วยรอยยิ้มอยู่ห่างๆ
แล้วก็เปล่งประกายให้ใครๆ ได้ชื่นชมและมีความสุขที่ได้มอง
เคยคิดว่าวันลอยกระทงเป็นวันแห่งความงมงายวันหนึ่ง
อยากขอโทษที่เคยคิดแบบนั้น
เพราะบรรยากาศและเรื่องราวรอบตัวที่เกิดขึ้นวันนี้
ย้ำให้รู้ว่าทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะมีความสุขในทุกๆ วันของชีวิต
ขอบคุณพระเจ้าค่ะ
หลายปีแล้วที่หมี่ไม่ได้ไปลอยกระทงที่ไหน
ตอนที่ยังอายุน้อยๆ มีเรี่ยวแรง ก็สนุกสนานกับงานลอยกระทงที่คนเยอะๆ
แต่ตอนนี้ อย่างมากก็แค่นั่งรอญาติมาลอยกระทงที่แม่น้ำเจ้าพระยาใต้คอนโดนี่เอง
วันนี้อยู่บ้านทั้งวัน แ้ล้วก็ได้ยินเสียงพลุตลอดทั้งวันจนทำให้รำคาญ
ไม่น่าเชื่อว่าการที่ทำงานจุกจิกเยอะๆ มันทำให้เราลืมความรู้สึกบางอย่างไปได้จริงๆ
งานค่อยๆ เบาลง มีเวลานอนพัก ออกไปกินข้าวกับครอบครัว
แล้วก็เข้ามานั่งฟังเสียงพลุที่ระเบียง มองดูประกายพลุที่อยู่ไกลๆ
ร้านอาหารด้านล่างเปิดเพลงดังขึ้นมาถึงชั้น 15
มองขึ้นไปด้านบน
มีโคมค่อยๆ ลอยเข้ามาในสายตา สูงขึ้น สูงขึ้น
จาก 3 โคมเพิ่มมาเป็น 10 โคม
แล้วก็ลอยไปจนลับสายตา
สวยเชียวล่ะ
(ถ้าได้ไปปล่อยโคมยี่เปงที่เชียงใหม่จะเป็นไงนะ...)
มองลงไปด้านล่าง
มีแสงเทียนวิบๆ วับๆ จากกระทงหลายใบที่ลอยอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา
พอเห็นแสงจากพลุ แสงจากโคม แล้วก็แสงจากกระทงประชันกันแบบนี้
ก็อดให้นึกถึงแสงจากดวงจันทร์ที่กลมเต็มดวงเป็นสีเหลืองนวลไม่ได้
พอมองขึ้นไปที่ดวงจันทร์แล้วก็ต้องยอมรับว่า
คืนนี้ไม่มีอะไรสวยเด่นเท่าแสงจันทร์
เสียงพลุและความงดงามของบรรยากาศวันนี้
ทำให้รู้สึกว่า ทุกคนกำลังมีความสุข
วันนี้เป็นวันแห่งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ
ดวงจันทร์แม้จะไม่มีบทบาทอะไรมาก
แต่ก็ดูเหมือนเค้ามองความสุขที่เกิดขึ้นด้วยรอยยิ้มอยู่ห่างๆ
แล้วก็เปล่งประกายให้ใครๆ ได้ชื่นชมและมีความสุขที่ได้มอง
เคยคิดว่าวันลอยกระทงเป็นวันแห่งความงมงายวันหนึ่ง
อยากขอโทษที่เคยคิดแบบนั้น
เพราะบรรยากาศและเรื่องราวรอบตัวที่เกิดขึ้นวันนี้
ย้ำให้รู้ว่าทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะมีความสุขในทุกๆ วันของชีวิต
ขอบคุณพระเจ้าค่ะ
26.9.53
คุณคะ
คุณคะ
ความรักมันทำร้ายเราได้จริงๆ ใช่ไหม
ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมบางครั้งความรักทำให้เราเจ็บปวดได้เหลือเกิน
คุณไม่รักฉัน ฉันก็เจ็บปวด
คุณรักฉัน ฉันไม่รักคุณ ฉันก็เจ็บปวด
คุณเคยรักคนอื่น เพียงเท่านี้่ฉันก็ยังเจ็บปวด
แค่รู้ว่าส่วนหนึ่งในชีวิตของคุณ มีเรื่องราวดีๆ ระหว่างคุณกับคนอื่น
แค่นี้ฉันก็เจ็บปวดแล้ว
เพราะความรักทำให้เราเห็นแก่ตัวมากขึ้นใช่ไหม
เมื่อเรามีความรัก
การที่เราได้รับในสิ่งที่เราไม่ต้องการ
หรือเราไม่ได้รับในสิ่งที่เราต้องการ
มันทำให้เรารู้สึกหวาดหวั่นได้ทั้งนั้น
คนที่รักจนเจ็บ จนไม่กล้ารัก
คงเป็นเพราะความเจ็บปวดทำให้ใจเปราะบาง
และพร้อมจะแตกสลายเมื่อไหร่ก็ได้
ส่วนที่คนที่ชินชากับความรัก
ใจแข็งกระด้าง รักใครไม่เป็น
พวกนี้อาจไม่เคยรักใครจริง
ความรักจะทำให้เราอ่อนโยนลง
คิดถึงคนอื่นมากขึ้น
แคร์คนอื่นมากขึ้น
พยายามที่จะเข้าใจคนอื่นมากขึ้น
หลายๆ ครั้ง ความรักทำให้เราแข็งแรง
แข็งแรงมากพอที่จะขอโทษ เปิดเผยความอ่อนแอของตัวเอง
เปิดเผยโลกส่วนตัวของตัวเองให้คนอื่นคุกคาม
และเปลี่ยนบางอย่างในตัวเองเพื่อคนอื่นได้
ฉันเชื่อในข้อดีของความรักทั้งหมดที่บอกไป
และฉันรู้ว่า คนที่รู้จักรัก ก็จะรู้ว่าความรักมีคุณค่าให้เสี่ยง
แม้บางคนจะไม่กล้าก้าวข้ามความกลัวอย่างจริงจังก็เถอะ
แต่เมื่อฉันรักคุณ รักมากกว่าที่เคยรัก
ฉันกลับเจ็บปวด กลัวมากกว่าที่เคยกลัว
นี่คืออันตรายของความรักที่ก่อนหน้านี้ฉันมองไม่เห็นเหรอ
เมื่อเราโตขึ้น เราเข้าใจมากขึ้นว่าโลกกว้างแค่ไหน
เราเข้าใจมากขึ้นว่า สิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วเพียงใด
ทำให้ความมั่นคงในจิตใจของเราลดน้อยลง
จากที่เราเคยเชื่อ เราไม่กล้าเชื่อ
จากที่เราเคยไว้ใจ เราไม่กล้าไว้ใจ
ทั้งๆ ที่เราก็รู้ว่า ความเชื่อและไว้ใจเป็นส่วนสำคัญที่สุดของความรัก
คุณคะ
ฉันอยากจะเชื่อใจคุณให้มาก และรักคุณไปเรื่อยๆ
แต่กลัวว่าความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากความหวาดหวั่นของฉันจะทำร้ายตัวเอง
และทำร้ายคุณ
ฉันอ่อนแอมากกว่าที่คิดไ้ว้มาก
ฉันเห็นแก่ตัว ขี้หวง ขี้อิจฉา
ฉันกลัวคุณรักฉันน้อยลง ฉันกลัวต้องโดดเดี่ยวในวันหนึ่ง
ฉันเหมือนจะโตขึ้น แต่ฉันกลับเป็นเด็กลง
ฉันที่ไม่เคยกลัว กลับเริ่มกลัวในเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องแคร์ด้วยซ้ำ
คุณคะ
เพราะฉันรักคุณมากเกินไปรึเปล่า
หรือเพราะฉันรักตัวเองน้อยลง
หรือมันเป็นแค่เสี้ยวอารมณ์ของผู้ใหญ่ที่ผ่านวันเวลาวัยเด็กมานานมากพอ...
แรงบันดาลใจจากหนังสือ จักรวาลในสวนดอกไม้ ของ ฮิมิโตะ ณ เกียวโต
ความรักมันทำร้ายเราได้จริงๆ ใช่ไหม
ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมบางครั้งความรักทำให้เราเจ็บปวดได้เหลือเกิน
คุณไม่รักฉัน ฉันก็เจ็บปวด
คุณรักฉัน ฉันไม่รักคุณ ฉันก็เจ็บปวด
คุณเคยรักคนอื่น เพียงเท่านี้่ฉันก็ยังเจ็บปวด
แค่รู้ว่าส่วนหนึ่งในชีวิตของคุณ มีเรื่องราวดีๆ ระหว่างคุณกับคนอื่น
แค่นี้ฉันก็เจ็บปวดแล้ว
เพราะความรักทำให้เราเห็นแก่ตัวมากขึ้นใช่ไหม
เมื่อเรามีความรัก
การที่เราได้รับในสิ่งที่เราไม่ต้องการ
หรือเราไม่ได้รับในสิ่งที่เราต้องการ
มันทำให้เรารู้สึกหวาดหวั่นได้ทั้งนั้น
คนที่รักจนเจ็บ จนไม่กล้ารัก
คงเป็นเพราะความเจ็บปวดทำให้ใจเปราะบาง
และพร้อมจะแตกสลายเมื่อไหร่ก็ได้
ส่วนที่คนที่ชินชากับความรัก
ใจแข็งกระด้าง รักใครไม่เป็น
พวกนี้อาจไม่เคยรักใครจริง
ความรักจะทำให้เราอ่อนโยนลง
คิดถึงคนอื่นมากขึ้น
แคร์คนอื่นมากขึ้น
พยายามที่จะเข้าใจคนอื่นมากขึ้น
หลายๆ ครั้ง ความรักทำให้เราแข็งแรง
แข็งแรงมากพอที่จะขอโทษ เปิดเผยความอ่อนแอของตัวเอง
เปิดเผยโลกส่วนตัวของตัวเองให้คนอื่นคุกคาม
และเปลี่ยนบางอย่างในตัวเองเพื่อคนอื่นได้
ฉันเชื่อในข้อดีของความรักทั้งหมดที่บอกไป
และฉันรู้ว่า คนที่รู้จักรัก ก็จะรู้ว่าความรักมีคุณค่าให้เสี่ยง
แม้บางคนจะไม่กล้าก้าวข้ามความกลัวอย่างจริงจังก็เถอะ
แต่เมื่อฉันรักคุณ รักมากกว่าที่เคยรัก
ฉันกลับเจ็บปวด กลัวมากกว่าที่เคยกลัว
นี่คืออันตรายของความรักที่ก่อนหน้านี้ฉันมองไม่เห็นเหรอ
เมื่อเราโตขึ้น เราเข้าใจมากขึ้นว่าโลกกว้างแค่ไหน
เราเข้าใจมากขึ้นว่า สิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วเพียงใด
ทำให้ความมั่นคงในจิตใจของเราลดน้อยลง
จากที่เราเคยเชื่อ เราไม่กล้าเชื่อ
จากที่เราเคยไว้ใจ เราไม่กล้าไว้ใจ
ทั้งๆ ที่เราก็รู้ว่า ความเชื่อและไว้ใจเป็นส่วนสำคัญที่สุดของความรัก
คุณคะ
ฉันอยากจะเชื่อใจคุณให้มาก และรักคุณไปเรื่อยๆ
แต่กลัวว่าความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากความหวาดหวั่นของฉันจะทำร้ายตัวเอง
และทำร้ายคุณ
ฉันอ่อนแอมากกว่าที่คิดไ้ว้มาก
ฉันเห็นแก่ตัว ขี้หวง ขี้อิจฉา
ฉันกลัวคุณรักฉันน้อยลง ฉันกลัวต้องโดดเดี่ยวในวันหนึ่ง
ฉันเหมือนจะโตขึ้น แต่ฉันกลับเป็นเด็กลง
ฉันที่ไม่เคยกลัว กลับเริ่มกลัวในเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องแคร์ด้วยซ้ำ
คุณคะ
เพราะฉันรักคุณมากเกินไปรึเปล่า
หรือเพราะฉันรักตัวเองน้อยลง
หรือมันเป็นแค่เสี้ยวอารมณ์ของผู้ใหญ่ที่ผ่านวันเวลาวัยเด็กมานานมากพอ...
แรงบันดาลใจจากหนังสือ จักรวาลในสวนดอกไม้ ของ ฮิมิโตะ ณ เกียวโต
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)