10.1.53

เห็นแก่ตัว

เคยเจอคนประเภทนี้ไหมคะ
คนที่แบบ อยากได้อะไรต้องได้
หาหนทางวิธีการมากมายล้านแปด
ให้ได้มาซึ่งเป้าหมายที่ต้องการ

ถ้าหากไม่เดือดร้อนใคร จะเอาอะไรก็คงไม่ใช่ปัญหา
แต่ถ้าคว้ามาด้วยการสร้่างบาดแผลให้คนอื่น
นี่น่าจะเรียกว่า "เห็นแก่ตัว"

เมื่อก่อนนี้ หมี่ก็เป็นประเภทนั้นแหละ
แต่ด้วยความที่ไม่ค่อยต้องการอะไรมากนัก
นิสัยนี้เลยไม่ได้แสดงออกให้เห็นง่ายๆ

มีช่วงหนึ่งที่พระเจ้าเปลี่ยนมุมมองความคิดบางอย่าง
ได้รู้จักตัวเองมากขึ้นจากเวลาที่ผ่านมา 20 ปี
ก็ถึงจุดตระหนักว่า เรานี่มันโคตรเห็นแก่ตัวเลยว่ะ
ยิ่งคนใกล้ตัว ยิ่งเรียกร้อง ยิ่งไม่ยอม ไม่แคร์
มีน้องสาว ก็ไม่เคยจะยอมน้องเลย
มีแฟน พอไม่ได้ดั่งใจก็วีน ก็ทิ้ง
เบื่อเพื่อน ก็เลิกคบ ไปเที่ยวกับกลุ่มอื่น

ไม่ไหวแล้ว อยากเปลี่ยนตัวเอง
เลยเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในกรอบ...
กรอบของการทำดี ทำตามสังคมใกล้ๆ ตัว
มันก็ทำไม่ค่อยยากเท่าไหร่ รู้สึกดีด้วย
แล้วก็เผลอดีใจไปว่า อาการแย่ๆ ที่เคยเป็น คงจะหายไปแล้ว
.
.
.
.
.
.

วันหนึ่ง เกิดปัญญาอะไรขึ้นสักอย่าง เดินทะลุกรอบออกมา
เจอโลกจริงๆ ที่กว้างกว่าตาเห็น
ได้เรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยกันกับคนจริงๆ
คนที่มีทั้งดีและชั่ั่ว มนุษย์ทั่ั่วไป
มุมมองกว้างกว่าเดิม
แต่ใจเรายังเท่าเดิม...

ปัญหามันอยู่ตรงนี้แหละ
ใจยังเท่าเดิม...
ยังเป็นเด็กน้อย อยากได้อะไรก็จะเอาให้ได้
เรียกร้องจากคนที่พร้อมจะให้
ไม่ได้มองความรู้สึกของคนอื่นเท่ากับตัวเอง
และไม่ได้ให้อย่างที่ควรจะให้เลย
เป็นความ surprise ว่า อ้าว นี่เรายังไม่หายนี่หว่า

จริงๆ มันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรมากหรอก
ไม่ได้อยากได้ของใคร ไม่ได้อยากทำร้ายใคร
แต่เวลาที่หันมามองตัวเองกำลังโกรธ เคือง เมื่อไม่ได้ดั่งใจ
เห็นตัวเองยโส คิดว่าควรจะได้ในสิ่งที่ควรจะได้ มันน่าทุเรศ

หมี่ว่า เพราะความรู้สึกแบบนี้แหละ
ที่ทำให้คนด่ากัน เกลียดกัน ทะเลาะกัน
หมี่เห็นคนทะเลาะกันก็แอบด่าเขาในใจ
ว่ามึงทะเลาะกันทำไม เห็นแก่ประโยชน์กันจัง
ชนะแล้วมีความสุขนักหรือไง
เอาเวลาไปทำอะไรดีๆ ให้คนอื่นดีกว่าไหม
แต่....



กูก็เป็นนี่หว่า...


เวลาที่ใครมาคุยด้วย แล้วบอกว่า เขาควรจะเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
หมี่ก็มักจะบอกไปว่า อย่างน้อยรู้ตัวก็ดีกว่าไม่รู้ตัว

อย่างน้อยหมี่ก็รู้ตัวนะ ว่าเห็นแก่ตัว
เพื่อนพี่น้องถ้ามีโอกาสเห็นสันดานหมี่เมื่อไหร่ก็ช่วยตักเตืิอนด้วย
อาจทำหน้ายโสบ้าง แก้ตัวบ้าง แต่ว่าก็ด่าเถอะ หมี่ยอมไม่ยาก
ไม่ได้อยากเป็นคนดีอะไรเลย แค่ไม่อยา่กมานั่งทุเรศตัวเอง
แล้วก็สงสารคนใกล้ๆ ตัวที่ต้องคอยรองรับอารมณ์

รักพระเจ้ามากก็เพราะงี้แหละ
เห็นแก่ตัวซะขนาดนี้ พระเจ้ายังดูแลไม่ขาด คอยเตือนเรื่อยๆ
โอ้ พระคุณยิ่งใหญ่คับฟ้าจริงๆ

22.12.52

Merry Christmas & Happy New Year 2010

รู้สึกว่า ต้องเขียนอะไรสักอย่างก่อนปีใหม่
เพราะมีเรื่อง (ทั้งดีและแย่) เยอะแยะไปหมด

เดือนธันวาคมเป็นเดือนแห่งการเฉลิมฉลองจริงๆ
กิน ดื่ม เต็มที่กับเพื่อน เพื่อนเก่า และเพื่อนใหม่
เดินเล่นซื้อของขวัญ
มีความสุขกับอากาศเย็นๆ
ใส่เสื้อกันหนาว
อ่านหนังสือ
ดูละครโปรด

ความรู้สึกในวันคริสตมาสและปีใหม่ปีนี้
ต่างจากหลายปีที่ผ่านมา...
ถ้ามีรอยยิ้ม ก็เป็นยิ้มที่ไม่เหมือนเดิม
ถ้ามีน้ำตา ก็เป็นน้ำตาที่ไม่เหมือนเดิม

ปีใหม่ก็เป็นแค่เวลาหนึ่งที่เลข คศ เปลี่ยน
ปีใหม่ไม่ได้แปลว่ามีการเริ่มต้นใหม่
ไม่ได้แปลว่าเราทิ้งสิ่งเก่าๆ ได้
ไม่ได้แปลว่าอะไรจะดีขึ้นหรือจะแย่ลง
ปีใหม่บอกอย่างเดียวว่า เวลากำลังผ่านไป

ชีวิตมนุษย์สั้นมาก แค่ 60-70 ปี
เป็นฝุ่นผงถ้าเทียบกับประวัิติศาสตร์โลก
ลองนึกดูว่า มีคนกี่เปอร์เซ็นต์ที่พูดชื่อแล้วคนทั้งโลกรู้จัก
มีคนกี่เปอร์เซ็นต์ที่สร้่างอนุสรณ์บางอย่างไว้บนโลกนี้ได้
มีคนกี่เปอร์เซ็นต์ที่เปลี่ยนโลกได้...

หมี่ว่ามันสำคัญที่เราควรจะตอบคำถามที่ว่า
เราเกิดมาเพื่อเป็นคนไม่กี่เปอร์เซ็นต์นั้นหรือเปล่า
เราถูกสร้่างมาเพื่อยืนตรงไหนในโลกใบนี้

แต่ก่อน... ถ้าพูดคำว่าอยากทำอะไรก็ทำ
หมี่จะรู้สึกว่ามันดูเห็นแก่ตัวจัง
ตอนนี้... ถ้าหมี่ได้ทำอะไรที่หมี่อยากทำจริงๆ
หมี่จะคิดว่าทำไมเรากล้าอย่างนี้วะ

มีเรื่องไร้สาระในสายตาคนอื่นตั้งหลายอย่า่ง ที่หมี่ทำแล้วโคตรมีความสุข
แล้วก็มีเรื่องดีๆ ในสายตาคนอื่นอีกหลายอย่าง ที่หมี่ไม่แม้แต่จะสนใจทำ

ถ้ามีหนึ่งอย่างที่ขอได้ในวันคริสตมาส
อยากขอให้คนรักกัน เชื่อใจกัน และให้เกียรติกันอย่างที่พระเจ้าให้เกียรติเราเสมอ
ดูโคตรนางเอก แต่หมี่คิดว่า
ไม่ว่าใครจะเกิดมาเพื่อคนทั้งโลก หรือเกิดมาเพื่อแค่บางคน
ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาดูถูกหรือยกหางกันสักหน่อย

ปีใหม่แล้ว เหลือเวลาอีกไม่มาก
ทำสิ่งที่ทำให้คุณมีความสุขและมีรอยยิ้ม
ทำในสิ่งที่คุณรักและเชื่อ แม้ต้องร้องไห้
รักพระเจ้ามากๆ
อย่าลดคุณค่าของตัวเองเพราะคำพูดของใคร
มีความหวังเสมอ
แบ่งปันสิ่งดีที่มีให้กับคนที่ไม่มี
("ให้" จนเรารู้สึกเจ็บปวดบ้างก็ได้นะ)

สุดท้าย อย่าลืมใช้เวลาและสิ่งต่างๆ ที่มีกับคนที่คุณรัก
รวมถึงคนที่คุณควรจะรักให้มากขึ้นด้วยนะคะ
(เพิ่งแปลบทความต่างประเทศ เขาบอกว่า
การใช้เวลา่กับเพื่อนและครอบครัว เป็นสิ่งที่สร้างความสุขให้กับเราได้มากที่สุด
มากกว่าเดิน Shopping อีกค่ะ)

ขอบคุณที่อยู่ด้วยกันบนโลกใบนี้
ขอบคุณที่แลกเปลี่ยนสิ่งดีๆ ให้กัน
แม้มันอาจจะไม่ใช่เรื่องระดับโลกแต่ก็มีคุณค่ากับหมี่นะ ^^

6.12.52

วันพ่อ

วันนี้วันพ่อ เลยไปหาพ่อที่ร้าน
เดินซื้อของแถวๆ นั้นไปฝากพ่อ
ซูชิ 1 กล่อง
ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน 1 กล่อง
น้ำส้มคั้น 1 ขวด
กับพวงมาลัย 10 บาท

พ่อไม่ค่อยอยากได้อะไรเท่าไหร่
นึกถึงพ่อ นึกออกแต่เหล้า เบียร์ กับเสื้อห่านคู่
ก็เลยซื้อของที่เราอยากกินไปให้ซะเลย

เดี๋ยวนี้พ่อนอนไม่ค่อยหลับ
ห่วงน้องสาวคนละแม่อีกคน
น้องสาวคนนี้ไม่ค่อยกลับบ้าน
พ่อตื่นมาตี 2 ไม่เห็นน้อง ก็นอนต่อไม่ลง
อาทิตย์นึงก็แทบจะไม่ได้เจอกัน

พ่อยังมาขายของทุกวัน
ใช้หนี้ผ่อนนู้นนั้นอีกหลายปี
่พ่อบอกว่า ไม่รีบตายหรอก
จะอยู่ใช้หนี้ให้หมดก่อน

พ่อพาไปเลือกเสื้อร้านข้างๆ
แล้วก็ให้ลองกางเกงในร้านอีก 4-5 ตัว
ให้เป็นของขวัญที่เราไม่ควรจะได้รับ
หรือวันนี้วันพ่อ พ่ออยากมีความสุข
พ่อก็เลย "ให้" แล้วทำให้ลูกมีความสุข

พ่อเป็นคนฉลาด ช่างคิด
คิดจนผมขาวทั้งหัวแล้ว
พ่อไม่ค่อยพูดมาก ขี้เล่น กวน
แต่ถ้าโมโหสุดๆ นี่ น่ากลัวอย่างแรง
พ่อสอนหมี่เล่นกีตาร์ ทำให้หมี่ชอบฟังเพลง
พ่อพาไปสอบโรงเรียนประถม
พ่อสอนวิธีคิดดีๆ หลายอย่างให้หมี่

ชีวิตใกล้ชิดแม่มากกว่า
แต่ว่าพ่อก็สร้างสิ่งดีๆ ไว้ให้หมี่เยอะมากจริงๆ

เสื้อผ้าที่พ่อให้วันนี้เหมือนเป็นของขวัญ
พ่อก็เป็นของขวัญ

วันนี้ที่โบสถ์นิวซอง
เราแชร์ความคิดและความรู้สึกกัน
พี่แพตบอกว่า ถ้าเราู้เห็นว่าทุกอย่างในชีวิตเราคือของขวัญจากพระเจ้า
ก็หมายความว่า ทุกวันเป็นวันเกิดของเรา
ทุกวันมีความหมายกับเรา

ถ้าทุกสิ่งที่พ่อทิ้งไว้ ทำให้เราเป็นเราในวันนี้
ก็เหมือนพ่อให้ของขวัญหมี่ทุกวัน
ของขวัญนั้นมีความหมายมากพอที่จะรักพ่อได้ทุกวัน
แม้หมี่กับพ่อจะไม่ได้เจอหรือคุยกัน
แม้ใครจะมองพ่อยังไง

ก่อนออกมาจากร้านพ่อ
บอกพ่อไปว่า พักผ่อนให้มากๆ
ก็รู้ว่า ถ้าพ่อยังต้องตื่นตี 2 ทุกวันเพราะห่วงลูกสาว
ก็คงจะทำไม่ได้อยากที่บอกไว้เท่าไหร่

พระเจ้าคะ ดูแลคุณพ่อด้วยนะคะ
ขอให้พ่อหลับสบายด้วยร่างกายที่แข็งแรง
...ทุกๆ คืน...

4.12.52

สุดสุดไปเลย

Title : นานเหลือเกิน
Artist : อัยย์

ฝันไป ทุกอย่างที่ผ่านพ้นมา นั่นคือฝันไป
หัวใจ เมื่อไรจะหยุดเสียใจ ในเรื่องเก่า
หนทาง ไม่ห่างแต่อาจแสนไกล จะไขว่คว้ามา
ถามใจ ในสิ่งที่ต้องเสียไป ได้เท่าไร

บางสิ่งที่ตามหา จะไขว่คว้า นานเหลือเกิน
บางสิ่งที่ตามหา จะไขว่คว้า นานเหลือเกิน

เข้าใจ ไม่อยากให้เธอเสียใจ หากไม่สัญญา
น้ำตา ไม่หมดไปจากหัวใจ แม้วันเลยผ่าน
หัวใจ ต้องการที่จะก้าวไป แม้ต้องเสียใจ
ถามใจ สิ้นสุดตรงที่ใด นานเท่าไร

บางสิ่ง ที่ตามหาจะไขว่คว้า ยิ่งแสนไกล
บางทีก็อ่อนไหว จะทนไหม ไกลเหลือเกิน

สูญเสียทุกอย่างภายในใจ
เหลือไว้เพียงแต่การรอคอย
นานเหลือเกิน

หนทาง ไม่ห่างแต่อีกแสนไกล จะไขว่คว้ามา
ถามใจ สิ้นสุดตรงที่ใด นานเท่าไร


Title : สุดสุดไปเลย
Artist : นูโว


อยากจะขับรถ ต้องหัดต้องขับรถ ยอมทุ่มเทให้รถรา
อยากจะขี่ม้า ต้องหัดต้องขี่ม้า ยอมทุ่มเทให้ม้าไป
ไม่มีบ่น ไม่ทำเป็นเหมือนคนงอแง
ไม่มีแตร ไม่มัวแต่นั่งทำสงสัย
ไม่มีเบรค ใส่เกียร์เดินหน้าลุยมันเข้าไป
ถ้าหากต้องการได้สิ่งไหน ลุยไป ไม่ต้องยั้ง

หากว่าอยากรัก ถ้าอยากจะถูกรัก มัวแต่ยึกแต่ยักคงไม่ทัน
หากจะอยู่กับฉัน ถ้าอยากอยู่กับฉัน คงต้องทุ่มเทกันทั้งใจ
ไม่ลังเล ต้องเทมาทั้งใจสุดสุด
ไม่มีหยุด ถ้าหยุดคงไม่ไปถึงไหน
ไม่ต้องกลัว จะมัวมาให้คาอยู่ได้ไง
ถ้าหากมีใจอย่าเก็บไว้ เทไปไม่ต้องยั้ง

สุดสุดไปเลย เสียเวลาทำไมอยู่
สุดสุดไปเลย เข้มไปเลยถ้าเอาอยู่
สุดสุดไปเลย เคยไม่เคยจะได้รู้
มีแค่ไหนก็ทุ่มมันทั้งใจ ทุ่มเทเข้าไว้ให้สุดสุด

รักใครก็รัก ให้สุดสุด

++++++

เพลงเก่าๆ นี่มันเจ๋งจริง
สนุกเสมอ เพราะเสมอ
ซึ้งเสมอ เศร้าเสมอ
เป็นแรงบันดาลใจที่ดีเสมอ

ขอบคุณพระเจ้าสำหรับเสียงดนตรี

ได้อ่านหนังสือ "นกของพระเจ้า"
สัมภาษณ์ ตุล อพารท์เมนต์คุณป้า
กับพี่เจ้ย อภิชาติพงศ์
คนในแวดวงศิลปะไทย

คนสมัยนี้กลัวความเงียบ
พักหลังๆ หมี่ก็กลัวเหมือนกัน
แต่ถ้าเราไม่อยู่เงียบๆ บ้าง
เราก็จะลืมมองเข้าไปในจิตใจตัวเอง
ลืมรู้จักตัวเอง

ชีวิตที่มีความสุข เกิดจากการได้เป็นตัวของตัวเองนะ
ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก แม้ใครไม่รัก
เดินตามความฝัน แม้ดูไม่น่าไปเท่าไหร่
ความฝันเป็นสิ่งที่ต้องมีการไขว่คว้า ไล่ล่า
ค้นหา ถามและตอบไปเรื่อยๆ
ที่สำคัญคือ ก้าวไปข้างหน้ากับการลองผิดลองถูก
ปล่อยให้ตัวเองโตในแบบของตัวเองไปเรื่อยๆ

ยากว่ะ ยังหาทางแจ่มๆ ไม่เจอ
แต่ก็เอาเถอะ อยู่นิ่งๆ ก็เหมือนตาย
ตายด้วยดาบ (หน้า) ยังดีกว่าเฉาตาย

27.11.52

เป็นคนนี่มันเหนื่อยนะ

ว่าไหม..

เดือนที่แล้ว เศร้าน้ำตาตกไม่รู้สาเหตุ

เดือนนี้ได้ไปเที่ยวรีสอร์ทดีๆ ทะเลสวยๆ ตั้ง 2 ที่
ดูหนังสนุกๆ 2 เรื่อง
(ทไวไลท์ นิวมูน เรื่องนี้ห้ามพลาด)
ได้กินมื้อเย็นหน้าเตาอุ่นๆ ตอนอากาศหนาวๆ
กินกับแม่ น้องชาย กับเพื่อนๆ อีกหลายมื้อ
พ่อโทรมาหาบอกว่าคิดถึง
ตอนสิ้นเดือน มีเงินเหลือ..

แต่...
ทำงานเสร็จไม่ทัน dateline
ไปนวดก็ปวดตัวจนนอนไม่ได้
ง้องแง้งกับแฟนหลายรอบแล้ว
เริ่มเครียดกับงานจนปวดหัว
โดนดุเสียงดังด้วย

มันเหมือนกับ...
เดี๋ยวก็มีเรื่องแย่ๆ แล้วเดี๋ยวก็มีเรื่องดีๆ
เดี๋ยวเราก็โตขึ้น แล้วเดี๋ยวเราก็กลายไปเป็นเด็กน้อยอีก
เดี๋ยวก็ผิดหวัง เดี๋ยวก็ได้ดั่งใจ
เดี๋ยวนั่งดมควันรถติดในกรุงเทพ แล้วเดี๋ยวก็ได้ไปสูดอากาศที่ไกลๆ
เดี๋ยวดูหนังเศร้าน้ำตาซึม เดี๋ยวก็ดูละครรักอมยิ้ม
เดี๋ยวกินบุฟเฟต์อาหารญี่ปุ่น แล้วก็ต้องกลับมากินข้าวโรงอาหารที่โคตรไม่อร่อย

เหนื่อยมากที่ต้องมารับอารมณ์ที่เปลี่ยนไปมาของตัวเอง
รับอารมณ์คนอื่นอีกตะหาก
ต้องทนกับความทุเรศของตัวเอง
แล้วก็ทนกับความบ้าบอของเพื่อนร่วมโลกด้วย
นี่ยังไม่นับการต้องเป็น "คนดี" ของ "คนอื่น" นะเนี่ย

เรื่องราวต่า่งๆ เข้ามา แล้วออกไป
เปลี่ยนใหม่
เริ่มเรื่องใหม่ รับมือกันอีก ด้วยอารมณ์ใหม่ๆ
หนึ่งวันเป็นสิบสิบเรื่อง
ไม่เหนื่อยได้ไงวะ
แล้วอยู่กันมาได้ยังไงตั้งนาน

ขอบคุณพระเจ้าที่อยู่กับเราทุกสถานการณ์และช่วงอารมณ์
เพราะความเจ็บปวดทำให้เรามีความสุขได้ซึ้งมากขึ้นจริงๆ นะ

ขอบคุณสำหรับอากาศหนาวๆ และเกาะช้างด้วยค่ะ
รักพระเจ้าที่สุึด

25.10.52

เหตุผลที่เราต้องรักคนข้างๆ

ระหว่างการแข่งขันนัดแดงเดือดวันนี้
อยู่ดีๆ แม่ก็โวยวาย เปลี่ยนช่อง
ไม่ให้น้องชายดูบอลที่กำลังถ่ายทอดสดอยู่
จนมันหัวเสีย ต้องออกมาดูทางเว็บ จอเล็กๆ ไม่มีแอร์ พากย์ภาษาจีน!!

แล้วสักพักแม่ก็เปิดช่องเดิม
ให้น้องชายหมี่กลับเข้าไปดูในห้องเหมือนเดิม

นึกๆ แล้วก็ตลกดี...
แม่เป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไร
เอาแต่ใจตัวเอง (แบบไม่รู้ตัว) พูดจาไม่รู้เรื่อง
ไม่แปลกที่พ่อกับแม่จะอยู่ด้วยกันไม่ได้
ไม่แปลกที่หมี่กับน้องจะมีช่องว่างกับแม่อยู่บ้าง
เรียกได้ว่า ต้องคอยหาจังหวะดีๆ มุดช่องเข้าไปให้แม่อุ่นใจเรื่อยๆ

หมี่ไม่โทษใคร และไม่รู้สึกว่าใครผิดที่พ่อกับแม่เลิกกัน
มันเหมือนกับ ใครสักคนในสองคนนี้ โตพอ กล้าพอ
และตัดสินใจตามความจริงว่า การอยู่ด้วยกันมันไม่ได้ดีจริงๆ
เขาไม่ได้รู้จักและรักกันอย่างที่เป็นจริงๆ

เหตุผลที่คนมากมายแต่งงานกันแล้วก็หย่า อาจจะมาจากเรื่องนี้
ทั้งสองคนไม่รู้จักกันมากพอในวันที่ตัดสินใจ
ไม่รู้จักอีกฝ่ายมากพอ ว่าเป็นอย่างไร
ไม่รู้จักตัวเองมากพอ ว่าต้องการอะไร

ในสายตาคนอื่น แม่อาจจะเป็นคนใจใหญ่ เป็นคนตลก
...แต่คนที่อยู่ด้วยกันจริงๆ ถึงรู้ว่าเราต้องทนกับอะไร
ในสายตาคนอื่น น้องชายอาจจะเป็นคนไม่สนใจใคร
...แต่คนที่อยู่ด้วยกัน ถึงจะรู้ว่า เขาแคร์คนอื่นมากแค่ไหน
ในสายตาคนอื่น พ่ออาจจะขี้เมาที่สุดในโลก
...แต่คนที่รู้จักพ่อจริงๆ ถึงจะรู้ว่าพ่อพยายามแค่ไหนเพื่อครอบครัว

นี่เป็นเหตุผลที่เราควรจะรักคนที่เราอยู่ด้วยมากกว่าใครๆ
เพราะนอกจากเราแล้ว ไม่มีใครที่รู้จักเขามากพอ...
มากพอที่จะรักเขาได้อย่างที่เขาเป็น

เหตุผลที่เรามักจะไม่น่ารักกับคนในครอบครัวมากกว่าคนอื่น
เพราะครอบครัวเรา คือคนที่รู้จักเรามากพอ
รู้จักอย่างนี้แล้วยังจะรักเราได้อีก
เลยมั่นใจว่า เราทำอะไร ก็คงจะรักไม่เปลี่ยน

เหตุผลเดียวกัน...
เพื่อนจะรักกันมากขึ้น หรือทะเลาะกันจนไม่อยากมองหน้า
ก็เมื่อวันที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน (หรือร่วมหุ้นลงเงินกัน)

และเหตุผลเดียวกัน...
เราไม่ควรแต่งงานกับคนที่เราฝันถึง
ถ้าเราไม่ได้เป็นตัวของตัวเองเมื่ออยู่ด้วยกัน
และถ้าเราไม่รู้ว่า จริงๆ คนนี้เป็นยังไง

หมี่ว่าเรามีโอกาสน้อยนะ ที่จะรู้จักใครสักคนมากพอ
และที่ใครสักคนจะรู้จักเรามากพอ

ก็เลยเชื่อว่า ควรจะรักครอบครัวของเราให้มากๆ
ไม่ว่าใครจะเป็นอย่างไร
รักพ่อให้มากๆ แม้จะไม่ได้อยู่กับพ่อ
รักแม่ให้มากๆ แม้แม่จะเอาแต่ใจตัวเอง
รักน้องชายให้มากๆ แม้มันจะเล่นมุขเสี่ยวๆ
รักน้องสาวให้มากๆ แม้มันจะไม่ค่อยกลับบ้าน
รักคู่ชีวิตให้มากๆ แม้เขาจะทำอะไรขัดใจตลอดเวลา

อีกอย่าง
เราควรจะรักเพื่อนเราและคนรอบข้างด้วย
อย่างน้อย ก็พยายามไม่ทิ้งโอกาสที่จะได้รู้จักกัน
พอรู้จักกันมากขึ้น ก็จะได้รักกันมากขึ้น

8.10.52

colorful no more?

โอ้ย คิดถึงหน้าว่างๆ
ไม่ได้เขียน Blog เขียนโน้ตซะนาน
รู้สึกเหงาๆ มือ แล้วก็เหงาๆ หัวใจอยู่บ้างเหมือนกัน

ประมาณกลางสัปดาห์ที่แล้ว ฝนตก
พกร่มออกจากบ้านเป็นครั้งแรกในรอบ 1 ปี
เพิ่งรู้ว่าร่มที่บ้่านของตัวเอง คันใหญ่มากกก
ใหญ่จนถือไม่ไหว ก็เลยตั้งใจว่า จะซื้อร่มพกติดกระเป๋าตัวเองสักที

ระหว่างทางกลับบ้าน ลงป้ายรถเมล์แถวบางพลัดไปต่อรถ
เจอผ้าใบแบะกะดินขายร่มริมถนนร้านหนึ่ง
มีร่มให้เลือกไม่ถึง 10 แบบ
ราคา 100 บาท ทำให้ไม่ค่อยแน่ใจในคุณภาพสักเท่าไหร่

แต่เหตุผลที่ทำให้เดินไปเยี่ยมร้านและได้ร่มพับ 3 ตอนสีน้ำตาลติดมือกลับมา
ก็คือคุณลุงพ่อค้า ที่กุลีกุจอต้อนรับลูกค้าอย่างดี
คุณลุงรื้อร่มจากซองมากางให้เลือก 2 คัน (และมีทีท่าจะรื้ออันต่อไป ถ้าไม่บอกให้หยุด)
บรรยายสรรพคุณ พร้อมชี้เครื่องหมายรับรองรางวัลระดับเอเชียให้ดู
รอยยิ้มจริงใจ ทำให้ไม่ลังเลเลยในการควักกระเป๋า

หลังจากนั้น ก็เศร้าไปอีกหลายวัน ทุกครั้งที่นั่งรถผ่าน
คุณตาขายร่มได้วันละกี่คัน กำไีรที่ได้จะพอกินข้าวไหม
ลูกหลานคุณตาไปไหน
ตอนกลางวัน คุณตานั่งตรงนั้นจะต้องตากแดดหรือเปล่า

เดี๋ยวนี้กลายเป็นคนเศร้าๆ
เศร้ากว่าแต่ก่อนอย่างเห็นได้ชัด
เหมือนกับเพิ่งจะรู้ความจริงว่า
ในโลกนี้มีเรื่องอะไรที่น่าเศร้าและเจ็บปวดเต็มไปหมด
เหมือนกับเพิ่งจะเห็นว่า
มันมีอะไรมากกว่ารอยยิ้มของคนบางคน
มีอะไรมากกว่านิสัยไม่ดีของคนบางคน

ไอ้เรื่องที่เคยคิดว่าดี มันก็กลับกลายเป็นไม่ใช่
ไอ้เรื่องที่เคยไม่เห็นด้วย ตอนนี้กลับทำซะเอง

การเติบโตขึ้นกับมุมมองที่เปลี่ยนไป
บางทีมันก็ทำให้ทุกอย่างดูเป็นเรื่องตลก
ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันคือเรื่องจริง
คนแต่ละคนต้องเจอกับเรื่องพวกนี้จริงๆ
ท่าทางจะต้องใช้เวลาปรับตัวอยู่พอควร

ในขณะที่ความฝันและความหวัง ยังรอให้เดินไปหา
ก็เริ่มรู้่อย่างจริงจังว่าโลกนี้มันกว้าง
เรามันแค่เด็กน้อยที่ทำอะไรไม่ได้เท่าไหร่ ช่วยใครได้ไม่มากนัก
ก็เลยจะยากหน่อย ในการรื้อฟื้นความสุขสดใสแบบเดิมให้กลับมา
พยายามที่จะหวังและเชื่อให้เต็มหัวใจเหมือนก่อน
โดยที่รู้ว่าเราควบคุมอะไรไม่ได้เลย

Dark ไหมล่ะคะ
ไม่เป็นไรค่ะ
การมีชีวิตแบบเศร้าๆ ก็ยังดีกว่ามีชีวิตที่รู้สึกอะไรไม่เป็น
ขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้เราเห็นโลกอย่างที่มันเป็นซะที
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับร่มของคุณลุง