เวลาที่เรารักใคร เราก็มักจะอยากปกป้องเขา
เช่นเดียวกัน เมื่อเรารักตัวเรา เราก็จะปกป้องตัวเราให้พ้นจากอันตรา่ย
เรื่องมันมีอยู่ว่า...
บางทีเราก็ปกป้องตัวเองจากอันตรายทางความรู้สึกของเรามากเกินไป
ไม่ยอมให้เกิดอาการเจ็บปวดในจิตใจ ไม่ยอมให้ตัวเองเสียใจ
เคยได้ยินเรื่องเม่นหลายตัวที่เบียดกันเพื่อให้อุ่นในหน้าหนาวไหมคะ
เวลาที่เม่นมันเบียดกัน ขนแหลมๆ ของมันก็จะทิ่มแทงกันและกัน
แล้วก็จะเจ็บ...
ทั้งทำให้ตัวอื่นเจ็บ และทำให้ตัวมันเองเจ็บ
แต่ถ้าไม่เบียดกับเม่นตัวอื่น
ก็จะหนาวตาย...
ก็คงต้องเลือก ว่าอยู่ตัวเดียว และตายด้วยความหนาว
หรือเบียดเสียดกับตัวอื่นๆ ให้อุ่น แต่เต็มไปด้วยการทิ่มแทงที่เจ็บปวด
ขั้น advance ที่ทำให้ไม่ต้องหนาวตายและไม่ต้องเจ็บปวดนี่แหละ...
ที่เราเรียกว่าปกป้องตัวเอง
เคยเห็นบางคน ที่สร้างสัมพันธ์กับคนทุกคนได้อย่างดี ไม่มีปัญหา
เขาจะมีคำพูดที่ทำให้ทุกคนสบายใจ ไม่ว่ามันจะดีหรือไม่ดี จริงหรือไม่จริงอย่างไร
และเมื่อเขาเองไม่สบายใจ เขาก็จะมีคำพูดที่ทำให้ตนเองสบายใจ
ไม่ว่ามันจะกระทบกับใคร จริงไม่จริงอย่างไร
เนื่องจากว่าความสัมพันธ์ที่เขามีกับทุกคน เป็นความสัมพันธ์ที่ดี
และตัวเขาเองก็มีเหตุผลที่ดีให้กับตัวเองเสมอ
ทำให้คนรอบข้างก็ไม่อยากจะไปเตือนหรือพูดให้ขัดหู
เดี๋ยวจะเสียความสัมพันธ์
วิธีการนี้ก็ดี ปกป้องตัวเองจากอันตรายทางความรู้สึกได้ดี
.
.
.
มีบางคน เลือกที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่นด้วยการไม่แคร์ในสิ่งที่คนอื่นทำ
เลือกที่จะไม่โดนกระทบความรู้สึก ด้วยการไม่ใส่ใจคนอื่น
ส่งผลให้ตัวเอง ทำในสิ่งที่ไม่แคร์คนอื่นด้วยเช่นกัน
เมื่อเกิดความผิดพลาดบางอย่าง
ก็จะไม่มีใครเข้าไปหาเขา เพราะความห่างที่เขาสร้างขึ้น
เป็นอีกหนึ่งวิธี ที่ช่วยสร้างกำแพงกั้นความเจ็บปวดในจิตใจ
.
.
การค้นพบว่าตัวเองล้มเหลว ผิดพลาด ไม่ดีพอที่คนอื่นจะรัก
ไม่ได้รับการยอมรับ ไม่ได้เป็นอย่างที่อยากเป็น...
มันเจ็บปวดอย่างนั้นเลยเหรอคะ
เม่นที่พองขนออก เพื่อป้องกันขนเม่นตัวอื่นมาทิ่มแทงตัวเอง
มันก็ทำให้เม่นตัวอื่นเจ็บมากขึ้นอีกนะ
และถ้าเม่นตัวอื่นเจ็บปวดมากเข้า ทนไม่ไหว
ขอถอยออกไป แล้วทิ้งมันไว้อยู่ตัวเดียว
วันหนึ่ง มันก็จะหนาวตายอยู่ดี...
ความสัมพันธ์ของมนุษย์เป็นเรื่องเลวร้ายอย่่างนั้นเลยเหรอคะ
หมี่ไม่เชื่อนะ...
ถ้าเราหยุดกลัวที่จะเจ็บ กล้าหาญที่จะรู้จักกัน
และเปลี่ยนแปลงกันและกันอย่างจริงใจ
ขนแหลมๆ ของเม่น น่าจะกลายมาเป็นขนนุ่มๆ ได้นะ
ทีนี้ยิ่งเบียดกันก็ยิ่งนุ่ม ยิ่งอบอุ่น
28.5.52
20.5.52
ฺBamee's Belief
1. พระเยซูเป็นพระเจ้า และเรารอดพ้นจากการพิพากษาได้โดยการเชื่อวางใจ รับการไถ่ของพระเยซู
2. การใช้ชีวิต คือ การมีความสุข
3. ชีวิตคือการค้นหา เรียนรู้ และค้นพบ
4. มนุษย์ต้องการเสรีภาพ เพื่อการเติบโต
5. กฏหลักของทุกการกระทำ คือทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
6. ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่เป็นของเรา นอกจากคนนั้นที่พระเจ้าสร้างมาเพื่อเรา
7. จิตวิญญาณของมนุษย์ คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในโลก
8. เราไม่ได้เกิดมาเพื่อทุกคนบนโลก
9. เราไม่มีทางอยู่เพื่อสิ่งที่เราไม่ได้ให้ความสนใจ
10. สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นจาก 3 ปัจจัย ได้แก่
สิ่งที่เราทำ
สิ่งที่คนอื่นทำ
และสิ่งเหนือธรรมชาติที่ควบคุมไม่ได้
11. ทุกคนมีที่และทางของตัวเอง และเขาเพียงแค่หาให้เจอ
(ปัจจัยอื่นๆ อาจทำให้ทุกอย่างยากขึ้น แต่ถ้าเขาพยายาม ก็จะหาที่นั้นเจอ)
ความเชื่อกำหนดสิ่งที่เราจะทำ
มาดูกันต่อไปค่ะ ชีวิตของหมี่
^^
2. การใช้ชีวิต คือ การมีความสุข
3. ชีวิตคือการค้นหา เรียนรู้ และค้นพบ
4. มนุษย์ต้องการเสรีภาพ เพื่อการเติบโต
5. กฏหลักของทุกการกระทำ คือทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
6. ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่เป็นของเรา นอกจากคนนั้นที่พระเจ้าสร้างมาเพื่อเรา
7. จิตวิญญาณของมนุษย์ คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในโลก
8. เราไม่ได้เกิดมาเพื่อทุกคนบนโลก
9. เราไม่มีทางอยู่เพื่อสิ่งที่เราไม่ได้ให้ความสนใจ
10. สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นจาก 3 ปัจจัย ได้แก่
สิ่งที่เราทำ
สิ่งที่คนอื่นทำ
และสิ่งเหนือธรรมชาติที่ควบคุมไม่ได้
11. ทุกคนมีที่และทางของตัวเอง และเขาเพียงแค่หาให้เจอ
(ปัจจัยอื่นๆ อาจทำให้ทุกอย่างยากขึ้น แต่ถ้าเขาพยายาม ก็จะหาที่นั้นเจอ)
ความเชื่อกำหนดสิ่งที่เราจะทำ
มาดูกันต่อไปค่ะ ชีวิตของหมี่
^^
19.5.52
สี...ฟ้า
ไม่เคยไปจังหวัดสงขลา
วันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้นั่งรถ เลียบทะเลสงขลา
มองไปเห็นเกาะยอ ท้องฟ้า ดวงอาทิตย์สีส้มๆ
แอบเปรยๆ ด้วยความตื่นเต้นว่า "สวยจัง"
พี่โปรดิวเซอร์ถามพี่ดุลย์ คนสงขลาที่ขับรถมารับเราว่า
"ขับรถเลียบทะเลทุกวันแบบนี้ ก็ไม่ตื่นเต้นกับทะเลแล้วสิ"
ก็อาจจะจริงนะ
.
.
.
แต่หมี่ก็พูดกับพี่ๆ เขาว่า
"แต่ท้องฟ้ามันก็ไม่เคยเหมือนกันสักวันเลยนะพี่"
รูปร่างของเมฆก็ไม่้เคยเหมือนกัน
สีของท้องฟ้าก็เปลี่ยนไปตามสีของดวงอาทิตย์
แสงสะท้อนของทะเล
แสงสะท้อนจากก้อนเมฆ
น่าค้นหาและประทับใจทุกครั้งที่ได้มอง
วันนี้ได้ไปคุยกับน้องๆ ในสถานพินิจจังหวัดสงขลา
เป็นน้องกลุ่มหนึ่งที่ได้รับการคัดเลือกมาเข้าร่วมโครงการที่ชื่อว่าสะพานชีวิต
อยู่ในกระบวนการ Media Education
เพื่อฝึกคิด วิเคราะห์ ประเมิน และผลิตสื่อ
สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ
น้องคิดวิเคราะห์ได้แล้ว
แต่ประเด็นที่ถูกนำมาใช้ผลิตสื่อ
ยังคงเป็นประเด็นที่เดิมๆ เรื่องการทะเลาะวิวาท
เรื่องการสัก เรื่องที่วนเวียนอยู่ในที่ๆ ที่เขาอยู่
ความฝัน แรงบันดาลใจของเด็กแต่ละคนหายไปไหน
สิ่งที่ผู้ใหญ่มองเขา บอกเขา ด่าเขา สร้างเขาโดยไม่รู้ตัว
สร้างกรอบและกำแพงอะไรให้เขาบ้าง
ตัวตนและัความเป็นมนุษย์ที่ดีงาม ที่ถูกใส่ไว้ในทุกคน
มันหายไปไหน
แววตาของเขามันดูเศร้า แข็ง พร้อมที่จะกลัวและต่อต้าน
พร้อมที่หยุดฉายแสง...
ทำยังไงนะ
ให้แววตาของเราเป็นเหมือนท้องฟ้า
ที่มีสีสันและรูปแบบไม่เหมือนกันเลยในแต่ละวัน
บางวันที่เรามองท้องฟ้า ทำให้เรารู้สึกสดใส
วันที่ฟ้าหม่น ฝนกำลังจะตก เราก็รู้สึกกลัวบ้าง
และบางวัน สีของท้องฟ้าก็ทำให้เราเศร้า
แต่ไม่ว่าอย่างไร การมองท้องฟ้าทำให้เราฝัน
ทำให้เรารู้สึกว่า ตัวเราเล็กนิดเดียว
โลกนี้กว้างใหญ่ และมีอะไรให้ค้นหา
มองท้องฟ้าแล้วมีความสุข...
ทำยังไงให้ในแต่ละวัน เป็นวันที่นับได้ชีวิต
เมื่อมองเข้าไปในแววตาของตัวเอง
เป็นแววตาที่มีประกาย
ทุกๆ วันเต็มไปด้วยความรู้สึก
เต็มไปด้วยความทรงจำใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม
ทำทุกสิ่งให้ตอบโจทย์ในหัวใจได้
และใช้ทุกสิ่งที่มีอย่างคุ้มค่่า มีคุณค่า
กำลังตามหาทั่วฟ้า
ที่นั้น วันเวลานั้น
ที่ทำให้ได้แววตาแบบท้องฟ้า
พอไปถึงแล้วจะได้ไปช่วยคนแบบน้องๆ บ้านพินิจ
ให้ได้แววตาแบบท้องฟ้ากลับคืนมาด้วยกัน...
โอย... เจ็บหัวใจ
เศร้าจัง
วันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้นั่งรถ เลียบทะเลสงขลา
มองไปเห็นเกาะยอ ท้องฟ้า ดวงอาทิตย์สีส้มๆ
แอบเปรยๆ ด้วยความตื่นเต้นว่า "สวยจัง"
พี่โปรดิวเซอร์ถามพี่ดุลย์ คนสงขลาที่ขับรถมารับเราว่า
"ขับรถเลียบทะเลทุกวันแบบนี้ ก็ไม่ตื่นเต้นกับทะเลแล้วสิ"
ก็อาจจะจริงนะ
.
.
.
แต่หมี่ก็พูดกับพี่ๆ เขาว่า
"แต่ท้องฟ้ามันก็ไม่เคยเหมือนกันสักวันเลยนะพี่"
รูปร่างของเมฆก็ไม่้เคยเหมือนกัน
สีของท้องฟ้าก็เปลี่ยนไปตามสีของดวงอาทิตย์
แสงสะท้อนของทะเล
แสงสะท้อนจากก้อนเมฆ
น่าค้นหาและประทับใจทุกครั้งที่ได้มอง
วันนี้ได้ไปคุยกับน้องๆ ในสถานพินิจจังหวัดสงขลา
เป็นน้องกลุ่มหนึ่งที่ได้รับการคัดเลือกมาเข้าร่วมโครงการที่ชื่อว่าสะพานชีวิต
อยู่ในกระบวนการ Media Education
เพื่อฝึกคิด วิเคราะห์ ประเมิน และผลิตสื่อ
สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ
น้องคิดวิเคราะห์ได้แล้ว
แต่ประเด็นที่ถูกนำมาใช้ผลิตสื่อ
ยังคงเป็นประเด็นที่เดิมๆ เรื่องการทะเลาะวิวาท
เรื่องการสัก เรื่องที่วนเวียนอยู่ในที่ๆ ที่เขาอยู่
ความฝัน แรงบันดาลใจของเด็กแต่ละคนหายไปไหน
สิ่งที่ผู้ใหญ่มองเขา บอกเขา ด่าเขา สร้างเขาโดยไม่รู้ตัว
สร้างกรอบและกำแพงอะไรให้เขาบ้าง
ตัวตนและัความเป็นมนุษย์ที่ดีงาม ที่ถูกใส่ไว้ในทุกคน
มันหายไปไหน
แววตาของเขามันดูเศร้า แข็ง พร้อมที่จะกลัวและต่อต้าน
พร้อมที่หยุดฉายแสง...
ทำยังไงนะ
ให้แววตาของเราเป็นเหมือนท้องฟ้า
ที่มีสีสันและรูปแบบไม่เหมือนกันเลยในแต่ละวัน
บางวันที่เรามองท้องฟ้า ทำให้เรารู้สึกสดใส
วันที่ฟ้าหม่น ฝนกำลังจะตก เราก็รู้สึกกลัวบ้าง
และบางวัน สีของท้องฟ้าก็ทำให้เราเศร้า
แต่ไม่ว่าอย่างไร การมองท้องฟ้าทำให้เราฝัน
ทำให้เรารู้สึกว่า ตัวเราเล็กนิดเดียว
โลกนี้กว้างใหญ่ และมีอะไรให้ค้นหา
มองท้องฟ้าแล้วมีความสุข...
ทำยังไงให้ในแต่ละวัน เป็นวันที่นับได้ชีวิต
เมื่อมองเข้าไปในแววตาของตัวเอง
เป็นแววตาที่มีประกาย
ทุกๆ วันเต็มไปด้วยความรู้สึก
เต็มไปด้วยความทรงจำใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม
ทำทุกสิ่งให้ตอบโจทย์ในหัวใจได้
และใช้ทุกสิ่งที่มีอย่างคุ้มค่่า มีคุณค่า
กำลังตามหาทั่วฟ้า
ที่นั้น วันเวลานั้น
ที่ทำให้ได้แววตาแบบท้องฟ้า
พอไปถึงแล้วจะได้ไปช่วยคนแบบน้องๆ บ้านพินิจ
ให้ได้แววตาแบบท้องฟ้ากลับคืนมาด้วยกัน...
โอย... เจ็บหัวใจ
เศร้าจัง
12.5.52
New World: โลกแบน
เมือวันก่อนได้อ่านหนังสือ The World is Flat
"ใครบอกว่าโลกกลม"
ไม่ใช่หนังสือต่อต้านการทรงสร้างของพระเจ้าหรือล้มล้างข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ใดๆ
แต่หนังสือเล่มนี้อัพเดทให้เราฟัง ว่าเทคโนโลยีและความก้าวหน้าของโลกนั้นไปถึงไหนแล้ว
กำแพงชนชั้นวรรณะ การเมือง ศาสนา ความห่างไกลของพื้นที่ ถูกทำลายไปมากมายเหลือเกิน
โลกถูกต่อเชื่อมกันอย่างทั่วถึง
ปัจจุบันมีการขยายและกระจายงานจากประเทศชั้นนำ ไปสู่ประเทศที่กำลังพัฒนา
มีการร่วมงานกันของบริษัทเล็กใหญ่ สร้างเป็นระบบเครือข่าย หากำไรจากทั่วโลก
เด็กอายุไม่เกิน 20 ปี สามารถสร้างพลังแห่งความคิดเห็นที่กระทบไปยังผู้นำสูงสุดของใดๆ ในโลกได้
ระบบถูกสร้างขึ้น เพื่อ support องค์กรหลายๆ องค์กร ให้ได้ประโยชน์สูงสุดพร้อมๆ กัน จากธุรกิจเดียวกัน
มีอะไรที่ไม่น่าเป็นไปได้เกิดขึ้นบนโลกกลมๆ ใบนี้อย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่หมี่ค้นพบและเชื่อก็คือว่า...
มนุษย์กำลังใช้สติปัญญาของตัวเองอย่างมีคุณภาพและกว้างมากขึ้น
กรอบต่างๆ ที่เคยมี ถูกปรับ เปลี่ยน ขยายออกไปจนแทบไม่มีขอบเขต
และตัวแปรสำคัญ คือคนอื่น องค์กรอื่น
ที่เมื่อนำมาวางอย่างถูกตำแหน่งในงานธุรกิจของเรา
จะเกิดประโยชน์ได้อย่างมหาศาล ต่อเรา และต่อเขา
ก็จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนได้ในมุมมองที่ไม่น่าเชื่อ
เป็นปรากฏการณ์แบบ Win Win คือได้ประโยชน์ทุกฝ่าย
ถามว่าดีไหม "ดี"
แต่ถามว่ายากไหม ก็ตอบว่า "ยาก"
ขณะที่โลกกำลังหมุนไปเรื่อยๆ
ความแบนของมัน ก็ทำให้คนต่างก็ต้องการจะเสนอความคิดเห็นของตนเองให้มีผลต่อสังคม
เรียกร้องพื้นที่ เรียกร้องประโยชน์และสิทธิ
บริษัทและองค์กรต่างๆ ต่างก็ต้องการการขับเคลื่อนที่มากขึ้น ผลกำไรที่มากขึ้น
ชื่อเสียง การมีอิทธิพลต่อสังคม
สำหรับคนที่อยู่ในโลกเดิมๆ คนเหล่านี้ดูจะก้าวร้าวและใช้เสรีภาพเกินขอบเขต
บริษัทต่างๆ ดูจะเริ่มหาประโยชน์จนไม่สนใจความเป็น "มนุษย์" อีกต่อไป
(อันนี้ลองวัดความรู้สึกของคนในโลกเก่าอย่างประเทศไทย กับบริษัทแนวใหม่ที่ชื่อว่า Amway)
จุดเสี่ยงของคนและบริษัทในโลกใหม่ คือ คุณไม่สามารถที่จะไม่มีความมุ่งมั่นแนวแน่
คมชัด ฉลาดเฉลียว และความเป็นตัวจริงของคุณที่อยู่เพื่อคนอื่น
การอยู่เพื่อคนอื่นสร้างความกล้าหาญ...
เพราะไม่ต้องปกป้องตัวเองหรือผลประโยชน์ของตัวเองเป็นอันดับหนึ่ง
ความฉลาดเฉลียวและคมชัด ทำให้คุณรู้จักสิ่งที่คุณจะทำ
จุดเด่นขององค์กรที่คุณจะร่วมงานด้วย คนที่คุณจะสัมพันธ์
รวมไปถึงเนื้อหาที่คุณจะสื่อสาร
ความมุ่งมั่นแน่วแน่ ทำให้คุณไม่หันหลังกลับไปจากทางใหม่ที่คุณกำลังฝ่าดงเดินไป จนกว่าจะถึงเป้าหมาย
จุดเสี่ยงของคนและบริษัทในโลกเก่า คือ ถ้าคุณไม่เปิดใจยอมรับกรอบที่คุณไม่เคยเชื่อ และไม่ค้นหา ไม่เปิดใจเรียนรู้และยอมรับตัวตนของคนและความเป็นไปของโลกอย่างที่มันเป็นจริงๆ คุณจะเป็นผู้แพ้
ต้องอาศัยความใจกว้างเป็นอย่างมากทีเดียว ที่จะรับฟังคำวิจารณ์ในเรื่องที่เราเป็นจากคนอื่นที่เราไม่ได้รู้จัก
แต่มันก็เป็นการดีทีเดียวที่จะช่วยให้เราได้พัฒนา
และต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจอย่างมากเช่นกัน ที่จะยอมให้บริษัทใดมาร่วมอยู่ใน Function ที่องค์กรของเราไม่มีวันทำได้
อาจทำได้เพียงแค่เลือกที่จะเชื่อจากข้อมูลและการเจรจาที่พยายามทำให้เราได้รู้จักกันมากที่สุด และจากความรู้สึกในสัญชาติญาณมนุษย์
คนในโลกเก่าที่ถูกสอนให้ระวังคนรอบข้าง กลัวการเปลี่ยนแปลง และ Play Save ตลอดเวลา จะกล้าทำอะไรแบบนี้ได้อย่างไร
แล้วคุณจะไปสู้พลังของหลายๆ บริษัท ที่เอาจุดแข็งมาช่วยกันทำงานได้อย่างไร
หมี่เคยเขียนไว้ใน review ของ multiply
ตัวจริงเท่านั้นที่จะอยู่รอด
ตัวจริงในโลกใหม่ คุณจะอยู่ได้คงทน และโตขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนตัวจริงในโลกเก่า
หมี่เชื่อว่า ถ้าคุณเป็นตัวจริง
คุณจะหลุดกรอบ "เก่าๆ" นั้นออกมาได้ในวันหนึ่งค่ะ
สู้เพื่ออยู่รอดกับกระแสโลกต่อไปนะคะ ชาวโลก
"ใครบอกว่าโลกกลม"
ไม่ใช่หนังสือต่อต้านการทรงสร้างของพระเจ้าหรือล้มล้างข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ใดๆ
แต่หนังสือเล่มนี้อัพเดทให้เราฟัง ว่าเทคโนโลยีและความก้าวหน้าของโลกนั้นไปถึงไหนแล้ว
กำแพงชนชั้นวรรณะ การเมือง ศาสนา ความห่างไกลของพื้นที่ ถูกทำลายไปมากมายเหลือเกิน
โลกถูกต่อเชื่อมกันอย่างทั่วถึง
ปัจจุบันมีการขยายและกระจายงานจากประเทศชั้นนำ ไปสู่ประเทศที่กำลังพัฒนา
มีการร่วมงานกันของบริษัทเล็กใหญ่ สร้างเป็นระบบเครือข่าย หากำไรจากทั่วโลก
เด็กอายุไม่เกิน 20 ปี สามารถสร้างพลังแห่งความคิดเห็นที่กระทบไปยังผู้นำสูงสุดของใดๆ ในโลกได้
ระบบถูกสร้างขึ้น เพื่อ support องค์กรหลายๆ องค์กร ให้ได้ประโยชน์สูงสุดพร้อมๆ กัน จากธุรกิจเดียวกัน
มีอะไรที่ไม่น่าเป็นไปได้เกิดขึ้นบนโลกกลมๆ ใบนี้อย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่หมี่ค้นพบและเชื่อก็คือว่า...
มนุษย์กำลังใช้สติปัญญาของตัวเองอย่างมีคุณภาพและกว้างมากขึ้น
กรอบต่างๆ ที่เคยมี ถูกปรับ เปลี่ยน ขยายออกไปจนแทบไม่มีขอบเขต
และตัวแปรสำคัญ คือคนอื่น องค์กรอื่น
ที่เมื่อนำมาวางอย่างถูกตำแหน่งในงานธุรกิจของเรา
จะเกิดประโยชน์ได้อย่างมหาศาล ต่อเรา และต่อเขา
ก็จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนได้ในมุมมองที่ไม่น่าเชื่อ
เป็นปรากฏการณ์แบบ Win Win คือได้ประโยชน์ทุกฝ่าย
ถามว่าดีไหม "ดี"
แต่ถามว่ายากไหม ก็ตอบว่า "ยาก"
ขณะที่โลกกำลังหมุนไปเรื่อยๆ
ความแบนของมัน ก็ทำให้คนต่างก็ต้องการจะเสนอความคิดเห็นของตนเองให้มีผลต่อสังคม
เรียกร้องพื้นที่ เรียกร้องประโยชน์และสิทธิ
บริษัทและองค์กรต่างๆ ต่างก็ต้องการการขับเคลื่อนที่มากขึ้น ผลกำไรที่มากขึ้น
ชื่อเสียง การมีอิทธิพลต่อสังคม
สำหรับคนที่อยู่ในโลกเดิมๆ คนเหล่านี้ดูจะก้าวร้าวและใช้เสรีภาพเกินขอบเขต
บริษัทต่างๆ ดูจะเริ่มหาประโยชน์จนไม่สนใจความเป็น "มนุษย์" อีกต่อไป
(อันนี้ลองวัดความรู้สึกของคนในโลกเก่าอย่างประเทศไทย กับบริษัทแนวใหม่ที่ชื่อว่า Amway)
จุดเสี่ยงของคนและบริษัทในโลกใหม่ คือ คุณไม่สามารถที่จะไม่มีความมุ่งมั่นแนวแน่
คมชัด ฉลาดเฉลียว และความเป็นตัวจริงของคุณที่อยู่เพื่อคนอื่น
การอยู่เพื่อคนอื่นสร้างความกล้าหาญ...
เพราะไม่ต้องปกป้องตัวเองหรือผลประโยชน์ของตัวเองเป็นอันดับหนึ่ง
ความฉลาดเฉลียวและคมชัด ทำให้คุณรู้จักสิ่งที่คุณจะทำ
จุดเด่นขององค์กรที่คุณจะร่วมงานด้วย คนที่คุณจะสัมพันธ์
รวมไปถึงเนื้อหาที่คุณจะสื่อสาร
ความมุ่งมั่นแน่วแน่ ทำให้คุณไม่หันหลังกลับไปจากทางใหม่ที่คุณกำลังฝ่าดงเดินไป จนกว่าจะถึงเป้าหมาย
จุดเสี่ยงของคนและบริษัทในโลกเก่า คือ ถ้าคุณไม่เปิดใจยอมรับกรอบที่คุณไม่เคยเชื่อ และไม่ค้นหา ไม่เปิดใจเรียนรู้และยอมรับตัวตนของคนและความเป็นไปของโลกอย่างที่มันเป็นจริงๆ คุณจะเป็นผู้แพ้
ต้องอาศัยความใจกว้างเป็นอย่างมากทีเดียว ที่จะรับฟังคำวิจารณ์ในเรื่องที่เราเป็นจากคนอื่นที่เราไม่ได้รู้จัก
แต่มันก็เป็นการดีทีเดียวที่จะช่วยให้เราได้พัฒนา
และต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจอย่างมากเช่นกัน ที่จะยอมให้บริษัทใดมาร่วมอยู่ใน Function ที่องค์กรของเราไม่มีวันทำได้
อาจทำได้เพียงแค่เลือกที่จะเชื่อจากข้อมูลและการเจรจาที่พยายามทำให้เราได้รู้จักกันมากที่สุด และจากความรู้สึกในสัญชาติญาณมนุษย์
คนในโลกเก่าที่ถูกสอนให้ระวังคนรอบข้าง กลัวการเปลี่ยนแปลง และ Play Save ตลอดเวลา จะกล้าทำอะไรแบบนี้ได้อย่างไร
แล้วคุณจะไปสู้พลังของหลายๆ บริษัท ที่เอาจุดแข็งมาช่วยกันทำงานได้อย่างไร
หมี่เคยเขียนไว้ใน review ของ multiply
ตัวจริงเท่านั้นที่จะอยู่รอด
ตัวจริงในโลกใหม่ คุณจะอยู่ได้คงทน และโตขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนตัวจริงในโลกเก่า
หมี่เชื่อว่า ถ้าคุณเป็นตัวจริง
คุณจะหลุดกรอบ "เก่าๆ" นั้นออกมาได้ในวันหนึ่งค่ะ
สู้เพื่ออยู่รอดกับกระแสโลกต่อไปนะคะ ชาวโลก
28.4.52
CHANGE!!
"ถ้าคุณได้เป็นนายกรัฐมนตรี จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยอย่างไร"
ทีวีไทยจัดโครงการเจ๋งๆ ขึ้นมาหนึ่งโครงการ
ให้คนส่ง Clip สุนทรพจน์ 2 นาที ตามหัวข้อด้านบนนี้เข้ามา
พร้อมกับเปิดตัว Series ญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า CHANGE
นายกมือใหม่ หัวใจประชาชน
Keyword ของ speech contest นี้ตามความคิดของหมี่ มี 2 คำ
คือ "นายกรัฐมนตรี" เป็นเรื่องของสิทธิ์ และอำนาจในการจัดการ
และ "เปลี่ยนแปลง"
การเปลี่ยนแปลงนำมาซึ่งการเคลื่อนไหว
จะไปข้างหน้าหรือถอยหลัง จะไปช้าหรือเร็ว จะไปผิดทางหรือถูกทาง
เริ่มต้นจากจุดแห่งการเปลี่ยนแปลง
จากที่ฟังผู้เข้าร่วมกล่าวสุนทรพจน์ที่ส่งมาจากทางบ้าน
หลายแนวคิด น่าสนใจแต่ทำไม่ได้จริง
หลายแนวคิด ใครๆ ก็รู้
หลายแนวคิด ฟังแล้วเข้าใจ แต่บางคนอาจจะไม่เข้าใจ
ว่าแล้วก็สงสัยว่า สุนทรพจน์ของหมี่จะพูดเรื่องอะไร
อะไรคือการเปลี่ยนแปลง ที่อยากจะทำให้เกิดขึ้น
เพื่อคนไทย กับการอยู่ร่วมกันอย่างดี ยั่งยืน
มีผู้เข้าร่วมกล่าวสุนทรพจน์ท่านหนึ่ง พูดเรื่องการเข้าใจวิถีธรรมชาติ
เข้าใจความเป็นไปของธรรมชาติ มนุษย์ ป่าไม้
และใช้ความรัก...
เข้าทีที่สุดละ
สิ่งที่มนุษย์ทุกคนแสวงหา คือ ความสุขในชีวิต
ทุกคนเห็นตรงกับหมี่ไหมคะ
บางคนคิดว่าความสุข มาจากเงิน
บางคนคิดว่าความสุข มาจากอำนาจ
บางคนรู้แล้วว่า ความสุข หาได้ไม่ยากจากเรื่องรอบตัว
เพราะชีวิตของคุณพร้อมจะมีความสุข
ปัจจัยสำคัญของการมีชีวิตที่พร้อมจะมีความสุข
เป็นเรื่องภายในจิตใจ...
เป็นเรื่องของทัศนคติ
คนไทยมีความเก่งกาจในตัวสูงส่ง
แต่ว่าระบบ ระบอบ ก็ตีกรอบแห่งความกลัวให้เขาเหลือเกิน
กลัวผิด กลัวโดนด่า กลัวถูกซ้ำเติม กลัวไม่มีใครยอมรับ
กลัวแล้วก็ไม่กล้าลุกขึ้นมาทำอะไร
จนความเก่งกาจในตัว เริ่มฝ่อ ซ่อน ดองไว้อยู่เฉยๆ
จะถูกดึงออกมาได้ ก็ต้องอาศัยการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรมมากพอที่จะ "เชื่อ"
เงิน
ชื่อเสียง
การยอมรับจากคนภายนอก
บุคคลที่ควรตาม
เป้าหมายของผู้อื่น ที่ชัดเจนมากพอที่จะตาม
น้อยนัก ที่แรงขับเคลื่อนจะมาจากตัวตนของตัวเอง หรือสิ่งที่ตัวเองเป็น...
ขนบของไทยไม่สอนให้คนเห็นคุณค่าของตนเอง คุณค่าจากสิ่งที่ตัวเองคิดและเป็น
คุณค่าที่ไม่เกี่ยวกับปัจจัยภายนอกใดๆ ทั้งสิ้น
ทำให้เราไม่เห็นคุณค่าผู้อื่นด้วย
และไม่เห็นคุณค่าสิ่งต่างๆ อย่างที่ควรจะเป็น
เมื่อไม่เห็นคุณค่า ก็ไม่มองหาสิ่งดีที่มีอยู่
และไม่ลงไปใส่ใจ ไม่ลงไปจับต้องและดึงออกมาใช้ เพราะมองไม่ค่อยจะเห็น
จึงต้องเอาสายตาไปจับกับสิ่งที่มองเห็นเป็นรูปธรรม ที่คิดว่า "มีดี"
ซึ่งเหตุที่มันไม่ใช่ตัวตนจริงๆ ก็ทำให้พร้อมจะเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาและสถานการณ์
แล้วทุกอย่างก็กลายเป็น "ไม่มีดี"
ทัศนคติที่ "มีดี" ก็หายไป
ทัศนคติที่ "ไม่มีดี" ต่อตัวเองและคนอื่นก็มักจะนำมาซึ่งความไม่เชื่อ ไม่ไว้วางใจ
ไม่เคารพ ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นออกมา
ความสุขตามอัตวิถีแห่งเสรีภาพในสิ่งที่ตนเองเป็น ก็อันตรธานหายไป
เมื่อไม่มีความสุข จิตใจไม่ปกติ ก็ไม่พร้อมที่จะสร้างสิ่งดีให้แก่ผู้อื่น
เป็นวัฏจักรสังสารา ที่นับวันก็ดูจะเลวร้ายลงกว่าเดิมในคนไทยบางกลุ่ม
แต่ก็ยังดีที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว ในคนไทยบางกลุ่ม
การเปลี่ยนแปลงที่หมี่จะทำ เมื่อมีสิทธิ และอำนาจ
คือการเปลี่ยนกรอบ...
เริ่มต้นด้วยการเรียกรัฐมนตรีทุกกระทรวงมาคุยและหารากความคิดทั้งมวล
ปรับให้ "กรอบ" ถูกต้องตรงกัน
ลงไปรื้อฟื้นการศึกษา
ต่อยอดไปถึงความเข้าใจในการสร้างครอบครัว
ทำลายกรอบที่ทำลาย "ตัวตน" ของคนเสียให้หมดสิ้น
สื่อสารแนวคิดแห่งการเห็นคุณค่าในตัวเองให้กับประเทศอย่างบ้าคลั่ง
สร้างความท้าทายในการทำงานรัฐบาล โดยไม่มีลำดับ ชนชั้น วรรณะ
สร้างโปรเจ็คประเภท "ใครกล้าก็จัดมาก่อน"
ทั้งนี้ทั้งนั้น สำคัญที่สุด
ตัวหมี่เองต้องเรียนรู้จักที่จะใช้สิทธิและอำนาจได้ถูกต้อง
อย่างไม่กลัวอันตรายและความขัดแย้งใดๆ...
เปลี่ยนเถิดค่ะ ชาวไทย
ทีวีไทยจัดโครงการเจ๋งๆ ขึ้นมาหนึ่งโครงการ
ให้คนส่ง Clip สุนทรพจน์ 2 นาที ตามหัวข้อด้านบนนี้เข้ามา
พร้อมกับเปิดตัว Series ญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า CHANGE
นายกมือใหม่ หัวใจประชาชน
Keyword ของ speech contest นี้ตามความคิดของหมี่ มี 2 คำ
คือ "นายกรัฐมนตรี" เป็นเรื่องของสิทธิ์ และอำนาจในการจัดการ
และ "เปลี่ยนแปลง"
การเปลี่ยนแปลงนำมาซึ่งการเคลื่อนไหว
จะไปข้างหน้าหรือถอยหลัง จะไปช้าหรือเร็ว จะไปผิดทางหรือถูกทาง
เริ่มต้นจากจุดแห่งการเปลี่ยนแปลง
จากที่ฟังผู้เข้าร่วมกล่าวสุนทรพจน์ที่ส่งมาจากทางบ้าน
หลายแนวคิด น่าสนใจแต่ทำไม่ได้จริง
หลายแนวคิด ใครๆ ก็รู้
หลายแนวคิด ฟังแล้วเข้าใจ แต่บางคนอาจจะไม่เข้าใจ
ว่าแล้วก็สงสัยว่า สุนทรพจน์ของหมี่จะพูดเรื่องอะไร
อะไรคือการเปลี่ยนแปลง ที่อยากจะทำให้เกิดขึ้น
เพื่อคนไทย กับการอยู่ร่วมกันอย่างดี ยั่งยืน
มีผู้เข้าร่วมกล่าวสุนทรพจน์ท่านหนึ่ง พูดเรื่องการเข้าใจวิถีธรรมชาติ
เข้าใจความเป็นไปของธรรมชาติ มนุษย์ ป่าไม้
และใช้ความรัก...
เข้าทีที่สุดละ
สิ่งที่มนุษย์ทุกคนแสวงหา คือ ความสุขในชีวิต
ทุกคนเห็นตรงกับหมี่ไหมคะ
บางคนคิดว่าความสุข มาจากเงิน
บางคนคิดว่าความสุข มาจากอำนาจ
บางคนรู้แล้วว่า ความสุข หาได้ไม่ยากจากเรื่องรอบตัว
เพราะชีวิตของคุณพร้อมจะมีความสุข
ปัจจัยสำคัญของการมีชีวิตที่พร้อมจะมีความสุข
เป็นเรื่องภายในจิตใจ...
เป็นเรื่องของทัศนคติ
คนไทยมีความเก่งกาจในตัวสูงส่ง
แต่ว่าระบบ ระบอบ ก็ตีกรอบแห่งความกลัวให้เขาเหลือเกิน
กลัวผิด กลัวโดนด่า กลัวถูกซ้ำเติม กลัวไม่มีใครยอมรับ
กลัวแล้วก็ไม่กล้าลุกขึ้นมาทำอะไร
จนความเก่งกาจในตัว เริ่มฝ่อ ซ่อน ดองไว้อยู่เฉยๆ
จะถูกดึงออกมาได้ ก็ต้องอาศัยการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรมมากพอที่จะ "เชื่อ"
เงิน
ชื่อเสียง
การยอมรับจากคนภายนอก
บุคคลที่ควรตาม
เป้าหมายของผู้อื่น ที่ชัดเจนมากพอที่จะตาม
น้อยนัก ที่แรงขับเคลื่อนจะมาจากตัวตนของตัวเอง หรือสิ่งที่ตัวเองเป็น...
ขนบของไทยไม่สอนให้คนเห็นคุณค่าของตนเอง คุณค่าจากสิ่งที่ตัวเองคิดและเป็น
คุณค่าที่ไม่เกี่ยวกับปัจจัยภายนอกใดๆ ทั้งสิ้น
ทำให้เราไม่เห็นคุณค่าผู้อื่นด้วย
และไม่เห็นคุณค่าสิ่งต่างๆ อย่างที่ควรจะเป็น
เมื่อไม่เห็นคุณค่า ก็ไม่มองหาสิ่งดีที่มีอยู่
และไม่ลงไปใส่ใจ ไม่ลงไปจับต้องและดึงออกมาใช้ เพราะมองไม่ค่อยจะเห็น
จึงต้องเอาสายตาไปจับกับสิ่งที่มองเห็นเป็นรูปธรรม ที่คิดว่า "มีดี"
ซึ่งเหตุที่มันไม่ใช่ตัวตนจริงๆ ก็ทำให้พร้อมจะเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาและสถานการณ์
แล้วทุกอย่างก็กลายเป็น "ไม่มีดี"
ทัศนคติที่ "มีดี" ก็หายไป
ทัศนคติที่ "ไม่มีดี" ต่อตัวเองและคนอื่นก็มักจะนำมาซึ่งความไม่เชื่อ ไม่ไว้วางใจ
ไม่เคารพ ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นออกมา
ความสุขตามอัตวิถีแห่งเสรีภาพในสิ่งที่ตนเองเป็น ก็อันตรธานหายไป
เมื่อไม่มีความสุข จิตใจไม่ปกติ ก็ไม่พร้อมที่จะสร้างสิ่งดีให้แก่ผู้อื่น
เป็นวัฏจักรสังสารา ที่นับวันก็ดูจะเลวร้ายลงกว่าเดิมในคนไทยบางกลุ่ม
แต่ก็ยังดีที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว ในคนไทยบางกลุ่ม
การเปลี่ยนแปลงที่หมี่จะทำ เมื่อมีสิทธิ และอำนาจ
คือการเปลี่ยนกรอบ...
เริ่มต้นด้วยการเรียกรัฐมนตรีทุกกระทรวงมาคุยและหารากความคิดทั้งมวล
ปรับให้ "กรอบ" ถูกต้องตรงกัน
ลงไปรื้อฟื้นการศึกษา
ต่อยอดไปถึงความเข้าใจในการสร้างครอบครัว
ทำลายกรอบที่ทำลาย "ตัวตน" ของคนเสียให้หมดสิ้น
สื่อสารแนวคิดแห่งการเห็นคุณค่าในตัวเองให้กับประเทศอย่างบ้าคลั่ง
สร้างความท้าทายในการทำงานรัฐบาล โดยไม่มีลำดับ ชนชั้น วรรณะ
สร้างโปรเจ็คประเภท "ใครกล้าก็จัดมาก่อน"
ทั้งนี้ทั้งนั้น สำคัญที่สุด
ตัวหมี่เองต้องเรียนรู้จักที่จะใช้สิทธิและอำนาจได้ถูกต้อง
อย่างไม่กลัวอันตรายและความขัดแย้งใดๆ...
เปลี่ยนเถิดค่ะ ชาวไทย
22.4.52
ฟ้ากาง == ^^ ==
ระหว่างที่นั่งประชุมด้วยอาการไม่ปกติของร่างกาย
(และอาการไม่ปกติของจิตใจเล็กน้อย)
ก็รู้สึกได้ว่า ต้องมีปากกา ต้องมีกระดาษ และต้องเขียนอะไรสักอย่าง
วันก่อนๆ และช่วงก่อนๆ ที่ผ่านมา จะเน้นวาดรูปก้นหอยกับดอกไม้
ให้มือมันไหลๆๆๆ ไปเรื่อยๆ
วันนี้ไม่อยากวาดแล้ว
เลยกลับไปใช้วิธีการเดิม
เขียนเพลงที่อยากเขียน...
คงมีเพียงเรา เรากับขอบฟ้ากาง
มองดูท้องฟ้า ฟ้ากว้างไกล เหมือนใจเธอ
มองดูเมฆขาว พราวล่องไป หัวใจเก้อ
เธอมาวนเวียนไม่ไกล...
เดินไปบนทราย ทรายก็คิดถึงเธอ
ใจมันละเมอ ว่ารักเธอ นั้นเหนือใคร
จันทร์งามลูกโต ลอยเลื่อนโล้ โย้เกไป
อ่อนไหว ลึกลับ ใครไม่เกินเธอ...
ดังดวงดาว ดังตะวัน รักของเธอกว้างไกลใครจะรู้
อาจะเกินฝันใฝ่ อาจไม่เหมือนใคร
อาจเกินใจก็เพียงใจ เปิดใจให้ดวงใจเรียนรู้...
คงมีเพียงเรา รักเธอเท่าแขนกาง
มองใจเธอกาง เท่าฟ้าไกลยิ่งไกล
ดึงใจให้กาง เท่าักับทางรักเธอได้
ความหมายรักเธอนั้นยิ่งใหญ่...
รู้จักเพลงนี้มาเกือบสิบปีแล้วมั้ง
อยู่ดีๆ ก็นึกถึง
พอได้ร้องแล้วก็รู้สึกแบบที่เคย
.
.
.
.
.
อยากไปทะเล...นอนดูท้องฟ้า
(และอาการไม่ปกติของจิตใจเล็กน้อย)
ก็รู้สึกได้ว่า ต้องมีปากกา ต้องมีกระดาษ และต้องเขียนอะไรสักอย่าง
วันก่อนๆ และช่วงก่อนๆ ที่ผ่านมา จะเน้นวาดรูปก้นหอยกับดอกไม้
ให้มือมันไหลๆๆๆ ไปเรื่อยๆ
วันนี้ไม่อยากวาดแล้ว
เลยกลับไปใช้วิธีการเดิม
เขียนเพลงที่อยากเขียน...
คงมีเพียงเรา เรากับขอบฟ้ากาง
มองดูท้องฟ้า ฟ้ากว้างไกล เหมือนใจเธอ
มองดูเมฆขาว พราวล่องไป หัวใจเก้อ
เธอมาวนเวียนไม่ไกล...
เดินไปบนทราย ทรายก็คิดถึงเธอ
ใจมันละเมอ ว่ารักเธอ นั้นเหนือใคร
จันทร์งามลูกโต ลอยเลื่อนโล้ โย้เกไป
อ่อนไหว ลึกลับ ใครไม่เกินเธอ...
ดังดวงดาว ดังตะวัน รักของเธอกว้างไกลใครจะรู้
อาจะเกินฝันใฝ่ อาจไม่เหมือนใคร
อาจเกินใจก็เพียงใจ เปิดใจให้ดวงใจเรียนรู้...
คงมีเพียงเรา รักเธอเท่าแขนกาง
มองใจเธอกาง เท่าฟ้าไกลยิ่งไกล
ดึงใจให้กาง เท่าักับทางรักเธอได้
ความหมายรักเธอนั้นยิ่งใหญ่...
รู้จักเพลงนี้มาเกือบสิบปีแล้วมั้ง
อยู่ดีๆ ก็นึกถึง
พอได้ร้องแล้วก็รู้สึกแบบที่เคย
.
.
.
.
.
อยากไปทะเล...นอนดูท้องฟ้า
13.4.52
ชอบธรรม
13 เมษายน 2552
สุขสันต์วันสงกรานต์ชาวบ้านคนไทยทุกคนนะคะ
ตอนนี้หมี่อยู่ที่หนองคาย
พักสงบ หลบร้อน นอนและกิน อย่างเปรมปรีดิ์
ไอ้ที่จะไม่ปรีด์ ก็เพราะข่าวเสื้อแดงในกรุงเทพนั่นแหละค่ะ
ไม่รู้จะแสดงทรรศนะอย่างไร
ไม่มีความรู้เรื่องที่มาที่ไปและเรื่องการเมือง
เรื่องเสื้อเหลืองก็จบๆ ไปแล้ว จะมาแค้นเคืองหาเรื่องเอาคืนกันอีกทำไม
คิดถึงบ้านเมืองกันบ้างสิ...
เอ่อ มันไม่มีใครคิดถึงบ้านเมืองหรอกแม่ คิดถึงแต่ตัวเองกันทั้งนั้น
คนดีๆ ที่คิดถึงบ้านเมือง แต่ว่าดันไปให้คนที่คิดถึงแต่ตัวเองเขาใช้เป็นเครื่องมือ
ก็ไม่รู้จะทำยังไงอ่ะนะ...
ตอนนี้สะพานไทย-ลาว ก็ปิดไปแล้ว ด้วยมอบเสื้อแดง
พัทยาที่จะมีการจัดอาเซี่ยนก็ไม่ได้จัด
มันจะเหมือนเหตุการณ์วันที่พระเยซูถูกตรึงไหมนะ
ที่คนโห่ฮา มุ่งร้ายกัน ทำสิ่งไม่ถูกต้องที่เขาคิดว่าถูกต้อง
เหมือนมีอำนาจมืดบางอย่างครอบงำอยู่
คนทำตัวเหมือนคิดไม่เป็น ไร้สติ ลืมไปแล้วว่าอะไรคือสิ่งที่ควรไม่ควร
อะไรคือความชอบธรรม...
ไม่อยากโทษรัฐบาล เพราะเขาก็ทำในสิ่งที่เขาคิดว่ามันดีที่สุด
คนอาจจะด่า ไม่เห็นด้วยกับวิธีการหลายๆ อย่าง
แต่หมี่คิดว่าหน้าที่ของการพัฒนาประเทศไปพร้อมๆ กับปกป้องประชาชน มันคงเหนื่อยหนักอยู่
สู้ต่อไปนะคะ
อย่าให้ใครประมาทความหนุ่มแน่น และความพยายามที่จะชอบธรรมของท่าน
สถานการณ์อาจจะดูเลวร้าย แต่เมื่อมันคลี่คลาย มันก็จะนำมาซึ่งการเริ่มต้นค่ะ
สงกรานต์นี้..ร้อนนะเนี่ย
สุขสันต์วันสงกรานต์ชาวบ้านคนไทยทุกคนนะคะ
ตอนนี้หมี่อยู่ที่หนองคาย
พักสงบ หลบร้อน นอนและกิน อย่างเปรมปรีดิ์
ไอ้ที่จะไม่ปรีด์ ก็เพราะข่าวเสื้อแดงในกรุงเทพนั่นแหละค่ะ
ไม่รู้จะแสดงทรรศนะอย่างไร
ไม่มีความรู้เรื่องที่มาที่ไปและเรื่องการเมือง
เรื่องเสื้อเหลืองก็จบๆ ไปแล้ว จะมาแค้นเคืองหาเรื่องเอาคืนกันอีกทำไม
คิดถึงบ้านเมืองกันบ้างสิ...
เอ่อ มันไม่มีใครคิดถึงบ้านเมืองหรอกแม่ คิดถึงแต่ตัวเองกันทั้งนั้น
คนดีๆ ที่คิดถึงบ้านเมือง แต่ว่าดันไปให้คนที่คิดถึงแต่ตัวเองเขาใช้เป็นเครื่องมือ
ก็ไม่รู้จะทำยังไงอ่ะนะ...
ตอนนี้สะพานไทย-ลาว ก็ปิดไปแล้ว ด้วยมอบเสื้อแดง
พัทยาที่จะมีการจัดอาเซี่ยนก็ไม่ได้จัด
มันจะเหมือนเหตุการณ์วันที่พระเยซูถูกตรึงไหมนะ
ที่คนโห่ฮา มุ่งร้ายกัน ทำสิ่งไม่ถูกต้องที่เขาคิดว่าถูกต้อง
เหมือนมีอำนาจมืดบางอย่างครอบงำอยู่
คนทำตัวเหมือนคิดไม่เป็น ไร้สติ ลืมไปแล้วว่าอะไรคือสิ่งที่ควรไม่ควร
อะไรคือความชอบธรรม...
ไม่อยากโทษรัฐบาล เพราะเขาก็ทำในสิ่งที่เขาคิดว่ามันดีที่สุด
คนอาจจะด่า ไม่เห็นด้วยกับวิธีการหลายๆ อย่าง
แต่หมี่คิดว่าหน้าที่ของการพัฒนาประเทศไปพร้อมๆ กับปกป้องประชาชน มันคงเหนื่อยหนักอยู่
สู้ต่อไปนะคะ
อย่าให้ใครประมาทความหนุ่มแน่น และความพยายามที่จะชอบธรรมของท่าน
สถานการณ์อาจจะดูเลวร้าย แต่เมื่อมันคลี่คลาย มันก็จะนำมาซึ่งการเริ่มต้นค่ะ
สงกรานต์นี้..ร้อนนะเนี่ย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)