30.7.52

สัญญา

คุณเคยทำสัญญากับใครไหมคะ
สัญญาที่บัญญัติขึ้นด้วยความตั้งใจของคุณข้างเดียว ไม่ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะเป็นอย่างไร
สัญญาที่ทำขึ้นด้วยคนทั้งสองฝ่าย ที่ตกลงกันว่าจะทำอะไรบางอย่างร่วมกัน
สัญญาที่มีอะไรบางอย่างอยู่ตรงกลาง เป็นพยานพันผูกข้อตกลงของทั้งสองฝ่าย

น้อยมาก ที่หมี่จะทำสัญญาอะไรกับใคร
เหตุผลหลักคือ ไม่เห็นความสำคัญ
ถ้าสิ่งนั้นจำเป็นและดีเพียงพอ เราจะดูแลรักษามันไปเรื่อยๆ
ไม่ต้องสัญญาก็จะทำ

สัญญาที่ไม่จำเป็นต้องสัญญา ก็ไม่น่าจะต้องสัญญา
ถ้าคุณอยากจะทำอะไรให้ใคร ก็แค่ทำ ไม่เห็นต้องสัญญา
เพราะเมื่อคุณสัญญาแล้ว คุณต้องรักษามัน

เรียนรู้มาเสมอว่า สิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงได้
ตัวเราเองก็เปลี่ยนไปทุกวัน
ความเข้า้ใจที่เปลี่ยนแปลงไป ก็ทำให้เราเห็นอะไรในมุมมองใหม่ๆ
บางอย่างที่เคยดี เคยเหมาะ อาจจะไม่ดีอีกต่อไป
และบางอย่างที่ไม่ดี เราอาจจะเห็นสิ่งดีที่ซ่้อนอยู่มากกว่าสิ่งไม่ดีที่เคยเห็น
วันใดที่มุมมองและความเข้าใจของทั้งสองฝ่ายต่างกัน
สัญญาก็อาจต้องมีการทบทวนกันใหม่

เพราะสัญญานั้นสำคัญ ทำให้เราไม่สามารถยกเลิกมันได้ง่ายๆ
ถ้าหากทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกัน ต้องการยกเลิกสัญญา ก็ถือว่าดีไป

แต่หลายครั้ง ไม่ได้เป็นแบบนั้น...
การกล่าวเลิกสัญญา มักจะนำความปวดใจมาให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
...หรือทั้งสองฝ่าย
ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของใคร

สัญญาบางอย่าง เมื่อคุณตกลงใจทำสัญญานั้นแล้ว
คุณบอกเลิกโดยตัวคุณเองไม่ได้
อีกฝ่ายก็เช่นกัน
ต้องตกลงกับบุคคลที่สามเพื่อปลดพันธะ
เวลานั้น คุณอาจจะเพิ่งตระหนักได้ว่า...
คุณนั่นเอง ที่ทำให้เรื่องต่างๆ มันยากเกินความจำเป็น

คุณควรจะคิดให้มากเพียงพอกับการกล่าวคำสัญญา
และคิดไตร่ตรองมากขึ้นไปอีกกับการทำสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษร

สำหรับ "พันธสัญญา"
คุณควรใช้ทั้งชีวิต จิตใจ สมอง และอีกหลายๆ อย่างที่คุณมี
เพื่อประมวลผลว่า "ใช่หรือไม่" และตัดสินใจว่า ตกลงหรือไม่

สัญญาบางอย่าง อาจแค่ไร้ความหมายไปง่ายๆ เมื่อสองฝ่ายไม่ปฏิบัติตาม
สัญญาบางอย่าง เป็นต้นกำเนิดแห่งการสูญเสียความสัมพันธ์ระหว่างกัน

สัญญาบางอย่าง ถูกผูกพันไว้ด้วยกฏเกณฑ์ที่มีคุณค่า เหนือกว่ากฏหมายใดๆ
นั่นคือความรัก...

เราไม่อาจยกเลิกสัญญา เพราะเราไม่อาจยกเลิกความรักนั้น
แม้ต้องอดทนนาน แม้ไม่เข้าใจหรือเจอกับความไม่เข้าใจ
แม้กลัวกับการสูญเสีย
แม้เราต้องพบกับความอ่อนแอของตัวเอง
แม้เราต้องพบกับความอ่อนแอของอีกฝ่าย
แม้จะเหนื่อยกับการเปลี่ยนแปลงกันและกัน
แม้จะดูเหมือนไม่มีอะไรที่ดีขึ้น

แต่เพราะผูกพันกันไว้ด้วยความรัก
และความรักชนะทุกสิ่ง
สัญญาก็จะถูกรักษาไว้ได้จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

ยอมเสี่ยงไหมคะ สัญญานี้ที่จะผูกมัดทั้งชีวิตของคุณ

22.7.52

ที่ระลึก

หลังจากใช้ชีวิตแบบคนว่างงานมาประมาณครึ่งเดือนได้
พักอย่างที่อยากพัก
ทำสิ่งที่อยากทำ
แล้วก็ได้โอกาสมาจัดการชีวิตที่ทิ้งร้างไว้นานเสียที

เริ่มต้นจากตู้เสื้อผ้า ก็ได้เสื้อผ้าไม่ใช้แล้วออกมากองใหญ่
หลังจากนั้นก็เป็น sheet
สมุดจดคำเทศน์ หนังสือเรียนพระคัมภีร์
เอามากองๆ รวมกัน

ตระหนักมานานแล้วว่าบ้านนี้ฝุ่นเยอะ
ตอนนี้ยิ่งตอกย้ำเข้าไปอีก ว่ามันเยอะจริงๆ
ขนาดในตู้ปิดๆ หรือในห้องที่ไม่มีคนอยู่
ฝุ่นก็ยังเข้าไปหมักหมมได้เยอะอย่างไม่น่าเชื่อ

ฝุ่นก็เหมือนนิสัยไม่ดีบางอย่างของคนเรานะ
ยิ่งไม่รื้อ ไม่ทำความสะอาด ก็ยิ่งเยอะ ยิ่งหมักหมม
อยู่ในที่ปิด ที่ไม่มีใครเห็น ไม่ได้หมายความว่าไม่มี
แต่ว่า ยิ่งมีเยอะ ยิ่งทำความสะอาดยากเข้าไปอีก

จัดการเสื้อผ้า เอกสารเรียบร้อย ก็มาถึงส่วนที่ยากที่สุด
ลิ้นชัก ตู้ กล่อง ที่เก็บของที่ระลึกทั้งหลาย
ของขวัญจากเทศกาลต่างๆ
การ์ดและจดหมายจากเพื่อนฝูงตั้งแต่สมัยประถม
ของที่ระลึกจากงานต่างๆ ที่ได้ไป join
ทั้งงานที่ไปเป็นเป็นผู้ชม ไปเป็น staff และไปเป็นแขก

ยากที่สุด เพราะทิ้งไม่ลงสักอัน
แล้วก็จะต้องพยายามไม่เปิดอ่านจดหมายเวลาที่เก็บอยู่

ตอนเก็บของทำความสะอาดวันนี้
ทำให้รู้ว่า เราเกือบจะลืมเรื่องราวหลายๆ อย่าง
และเำื่พื่อนหลายๆ คนไปแล้ว

จริงๆ ด้วยนะ...
เราเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เปลี่ยนไปทุกวัน
วันที่เราอยู่มัธยม เราก็ต่างจากวันที่อยู่ชั้นประถม
วันที่เราเรียนมหาวิทยาลัย เราก็มองกลับไปด้วยความรู้สึกอีกแบบ

เคยเห็นหลายๆ คนโหยหาอดีต
อยากกลับไป ณ เวลานั้น
ไปเอาความสุข ความทรงจำ สิ่งที่เราเคยเป็น เคยมีในอดีตกลับมา

แต่ว่า เวลาผ่านไปเรื่อยๆ และเราโตขึ้นเรื่อยๆ
และเรากลับไปเก็บอะไรของวันนั้นไม่ได้เลย
นอกจากความทรงจำ...
ที่ถูกย้ำเตือนด้วยของที่ระลึกที่เก็บเอาไว้จนวันนี้

อดีตมีค่าเสมอ
อดีตไม่เคยเปลี่ยนแปลง
เราเปลี่ยนไปต่างหาก
เวลามองกลับมาที่อดีตในแต่ละครั้ง ก็เลยไม่ค่อยจะเหมือนกันสักที

ดีใจจังที่เราโตขึ้นทุกวัน
แต่ก็น่าเสียดายนะ
ที่เราเก็บทุกภาพและทุกความรู้สึกที่เราต้องการไว้ไม่ได้

ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ผ่านมา
และขอบคุณทุกๆ เรื่องที่เรากำลังจะเจอต่อไปค่ะ

1.7.52

ไม่หันหลังกลับ

อีกหนึ่งช่วงเวลาที่ตื่นเต้นมากของชีวิต
กว่า 2 ปีแล้ว ที่ไม่ได้เผชิญกับภาวะ ไม่มีงานทำ

เรื่องมันมีอยู่ว่า
เมื่อลาออกจาก Gsus7 เพื่อก้าวเข้ามาทำงานในทีวีไทย
ก็ใช้ระยะเวลา เดือนครึ่ง ในการปรับตัว
และเรียนรู้ว่า งาน Production มันไม่เหมาะกับเราอย่างแท้จริง

ช่วงแรกในการทำงาน ช่างเป็นช่วงแห่งความทรมานสิ้นดี
ก็รู้อยู่ว่าพระเจ้าบอกให้มาที่นี่ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะให้อยู่ไปนานแค่ไหน

ใช้สมอง หัวใจ ความเชื่อ คิดแล้วคิดอีก ก็ได้แต่คำตอบที่บอกว่า ไม่ใช่
แต่ก็พยายามเรียนรู้ เข้าใจ มองหาสิ่งดีและทุกโอกาส
จนทุกอย่างก็เริ่มลงตัว ทั้งหน้าที่และหัวใจ เมื่อก้าวเข้าสู่เืดือนที่ 3

สิ่งที่เชื่อมาตลอด คือเราต้องทำเต็มที่ทุกอย่างที่เราเชื่อ
และกล้าวิ่งตามความฝัน แม้มันจะดูไม่มีทาง

ในช่วงระหว่างนั้นก็เลยร่อนใบสมัครไปที่ อัมรินทร์ พับลิชชิ่ง
สมัครเป็น columnist ที่ชีวจิต
นิตยสารที่ตรงกับตัวเองอย่างเดียว คือได้เขียน
ส่งไปแต่ไม่ได้รอด้วยใจจดจ่อ เพราะว่างานเริ่มลงตัวแล้ว

อย่างไรก็ตาม อีก 2 สัปดาห์
อัมรินทร์โทรกลับมา เรียกสัมภา่ษณ์ 2 รอบด้วยกัน
วันนั้นตื่นเต้นอย่าบอกใคร ดีใจมาก
นิตยสารที่จะให้หมี่ไปทำงาน ก็คือนิตยสาร SHAPE
Section ที่เขาสนใจให้หมี่ทำ คือ Lifestyle
ทำให้ผู้หญิงรักตัวเองและมีความสุข
ช่างตรงกับตัวเองอะไรเช่นนี้
เชื่อไปแล้วครับ ว่าจะได้เป็นสมาชิกองค์กรนี้แน่ๆ

ตอนนั้น อีก 15 วันจะหมดสัญญากับทีวีไทย
แต่อัมรินทร์ยังไม่ประกาศผล
ถ้ารอประกาศ แล้วได้ ทีมงานก็จะหาคนมาแทนไม่ทัน
ถ้าหากทำต่อไปก่อนจนกว่าจะรู้ผล ก็ต้องเซ็นสัญญาอีก 3 เดือน

ด้วยควา่มเชื่อ มั่นใจว่าพระเจ้าดูแลแน่ๆ
ก็เลยตัดสินลาออก ด้วยความเสียดายของพี่ๆ หลายคน
(มีอยู่หนึ่งคน ที่เสียดาย แต่ก็ไล่หมี่ไปตามหาความฝันซะ)

อย่างน้อยก็ดีใจ ที่ได้ฝากผลงานและความรู้สึกดีๆ เอาไว้
ตอบตัวเองได้ว่า ไม่ได้ไปอย่างผู้แพ้
แต่ว่าไปด้วยรอยยิ้มและความภูมิใจ
เราได้เรียนรู้หลายอย่างจากที่นี่จริงๆ

(ขอบคุณนะคะ)

แล้วอัมรินทร์ว่าอย่างไร...
.
.
.
.
แผนเรียนต่อในอีก 1-2 ปีข้างหน้า
ทำให้เขายังไม่ตัดสินใจรับหมี่เข้าทำงาน
หาคนอื่นที่น่าสนใจกว่ามาเปรียบเทียบอยู่
(แต่ก็ยังไม่เจอ เลยไม่ประกาศผล)

สิ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวสมอง (และหัวใจด้วยมั้ง)

ถ้าบอกเขาไปว่า มีการปรับแผน แต่ถึงเวลาก็ลาออกไป
ก็ดูจะเสียนิสัย
ถ้าอยู่ทำงานที่นี่ 5 ปี ตามความต้องการของเขา แล้วค่อยไปเรียนต่อ
ก็ดูจะช้าเกินไป หรือคงไม่ได้ไป

แต่ถ้าไปเรียนต่อ ไปดูโลกกว้างมันซะตอนนี้เลยล่ะ
ทำในสิ่งที่คิดว่าอยากจะและควรจะทำให้เรียบร้อย
ตอนนั้นกลับมาทำงานให้องค์กรไหนอีก 10 ปีก็คงไม่ต้องคิดมาก

จากที่ survey เสียงมากมาย
ทิศทางคือ ถ้ามีโอกาส ควรรีบไป

พระเจ้าเร่งเวลาและเร่งแผนเหรอคะ
หมี่อยากไปนะเนี่ย

แผนตอนนี้ ก็ใช้เวลาว่างที่มีอยู่สัก 2 เดือน
(หลังจากที่ไม่มีเลยมา 2 ปี)
พักผ่อน ฟื้นฟูสภาพร่างกาย จัดการบ้านช่องห้องหับ
และจัดระบบชีวิตของตัวเองให้ดี
พร้อมเพื่อการสู้ต่อไป

และในขณะเดียวกัน
ก็หาข้อมูลที่เรียน ที่อยู่ ที่ทำงานในอังกฤษ
และวางแผนการเดินทาง การเงิน การใช้่ชีวิต
เอามาขายแม่ผู้เป็นเจ้าของทุน
ต่อยอดความตั้งใจให้กลายเป็นจริง

ไปแล้วนะคะ
ไม่ถอย ไม่หันหลังแล้วค่ะ


PS.ขอบคุณสำหรับครีเอทีพคนใหม่
นามว่า มะนาว
เธอพกเงินหนึ่งแสนบาท ไปอยู่ซานฟรานตัวคนเดียว
เพื่อเที่ยวและใช้ชีวิต เป็นเวลา 1 ปี

ความกล้าหาญของมะนาวเป็นแรงบันดาลใจที่ดีมากของเราเลยล่ะ
ขอบใจมากนะจ๊ะ

ขอบคุณพี่ชาย สำหรับทุกๆ ถ้อยคำ
คนนี้เป็นแบบอย่างของมนุษย์ที่สู้เพื่อความฝัน จนมาถึงฝัน
แม้จะมาถึงช้าไปหน่อย
แต่อย่างน้อย ทุกก้าวของพี่ก็มีพลังและแรงบันดาลใจล่ะ

สู้ต่อไปนะ แล้วมาทำหนังสือด้วยกัน โอเคป่ะ

22.6.52

Happy for no reason

7 ขอบเขตหลักในชีวิต ที่ถ้าเราจัดการได้ เราจะมีความสุขได้ทุกสถานการณ์
จากหนังสือ Happy for no reason
มาดูกันค่ะ ว่ามันคืออะไรบ้าง

1.พลังส่วนตัว (ฐานราก) : รับผิดชอบความสุขของตัวคุณเอง
2.ความคิด (เสาหลัก) : อย่าเชื่อทุกอย่างที่คุณคิด
3.จิตใจ (เสาหลัก) : ให้รักนำทาง
4.ร่างกาย (เสาหลัก) : ทำให้เซลล์ในตัวคุณมีความสุข
5.จิตวิญญาณ (เสาหลัก) : เชื่อมต่อตัวคุณเข้ากับจิตวิญญาณ
6.เป้าหมาย (หลังคา) : ใช้ชีวิตด้วยแรงบันดาลใจจากเป้าหมาย
7.ผู้คน (สวน) : ถนอมรักษาความสัมพันธ์ที่ให้พลัง

บ้านของคุณน่าอยู่หรือยังคะ
มีความสุขกับบ้านของคุณให้ได้นะคะ

เอาใจช่วยให้คุณมีความสุขทุกเวลาค่ะ

19.6.52

ความรักนั้น....

เท่าที่จำได้ เหมือนจะไม่เคยเขียนเรื่องความรักลง Blog สักครั้งเลยมั้ง

"ความรัก" นั้นก็อดทนนาน
และกระทำคุณให้

"ความรัก" ไม่อิจฉา ไม่อวดตัว
ไม่หยิ่งผยอง ไม่หยาบคาย
ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว
ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำความผิด
ไม่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติผิด
แต่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติชอบ

"ความรัก" ทนได้ทุกอย่าง แม้ความผิดของคนอื่น
และเชื่อในส่วนดีของเขาเสมอ
และมีความหวังเสมอ
และทนต่อทุกอย่าง...

การที่เคยมีแฟนมาเกือบ 10 คน
คงไม่ได้หมายความว่าจะเข้าใจความหมายของคำว่า "รัก"
หรือรู้จัก "ความรัก" จริงๆ

ในทางกลับกัน
"ความรัก" อาจมีความหมายชัดเจนขึ้นมาในใจได้
เมื่อเราผ่านเหตุการณ์บางอย่าง ที่ไม่จำเป็นต้องใช้เวลายาวนาน

2 นาที ที่เห็นคุณแม่กำลังกวาดขยะเปียกเหม็นๆ หน้าร้านขายของ
ก็เข้าใจคำว่า "ความรักนั้นก็อดทนนานและกระทำคุณให้"

5 นาที ที่น้องคนหนึ่งขอคุยด้วยเพื่อปรับความเข้าใจในเรื่องที่อึดอัดกันอยู่
และอีกหลายๆ ครั้งของ 5 นาที ที่ได้ตักเตือนคนที่เราห่วงใย และเขาเปลี่ยนแปลง
ก็ทำให้เข้าใจคำว่า "ไม่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติผิด"

1 นาที ที่ได้ยินเรื่องราวของใครบางคนที่สร้างความเจ็บปวดให้กับใจ
แล้วตัดสินใจที่จะถามเจ้าตัว
เลยได้รู้ว่า การ "เชื่อในส่วนดี" สำคัญอย่างไร

10 นาที ที่ได้คุยกับคนที่คุยไม่รู้เรื่องและไม่เปิดใจ
การที่ต้องสะกดใจไว้และหาคำพูดที่ดีที่สุดเพื่อเขา
ทำให้เข้าใจว่า "ความรัก ทนได้ทุกอย่างแม้ความผิดของคนอื่น"
มันเหนื่อยและเจ็บปวดแค่ไหน

ระยะเวลายาวนานที่เฝ้ามองคนบางคนดำเนินชีวิตอย่างไม่เห็นแสงสว่างที่มากขึ้น
ทำให้ตระหนักว่า ความรักที่ "มีความหวังอยู่เสมอ" สำคัญกับคนอื่นอย่างไร

15 วินาที ที่ได้เห็นแววตาและถ้อยคำบางอย่างออกมาจากใครบางคน
ทำให้รู้ว่า ความรักที่ "ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติชอบ"
สร้างความสุขในใจได้มากมายแค่ไหน

หลายๆ นาที ในหลายๆ ครั้ง ที่ได้เปิดฉากปะทะกับใครบางคน
ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไร ความไม่น่ารักของเรา ความไม่น่ารักของเขา
เรื่องไม่เป็นเรื่อง หรือเรื่องสำคัญหลายๆ เรื่อง
ฉากนั้นจบลงด้วยความเข้าใจ คำพูดที่อ่อนโยน และความผูกพันที่มากขึ้น
ย้ำให้หนักแน่นในใจว่า ความรัก "ไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง ไม่หยาบคาย"

ในวันแห่งความสูญเสียและเหน็ดเหนื่อยของใครบางคน
ยังมีเสี้ยววินาทีของสายตา รอยยิ้ม มือที่ยื่นอะไรบางอย่างมาให้
ทำให้มั่นใจว่า ความรักนั้นจะ "ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว"


5 นาทีของเมื่อวานนี้ ได้ดูละครเรื่องหนึ่ง
ผู้ชายคนหนึ่ง ถูกแม่ของตัวเองห้ามไม่ให้มีความรัก
เพราะว่าหัวใจของเขาอ่อนแอมาก
การมีความรักจะทำให้เขาตาย

แน่นอน ความรักอาจทำให้คนเจ็บปวด จนกระทั่งถึงตาย
และแน่นอน ผู้ชายคนนั้นก็เลือกที่จะมีความรัก แม้จะต้องตาย

เพราะความรักนั้น "ทนต่อทุกอย่าง"

11.6.52

วิทยาศาสตร์กับความเชื่อ

เมื่อวันก่อน ได้อ่านหนังสือเรื่อง โลกจิตของแทนไท ประเสริฐกุล
พูดถึง โลกของจิตใจ ที่มนุษย์ใช้เวลาหาคำตอบกันมายาวนานหลายศตวรรษ


ใครจะเชื่อว่า กระบวนการวิทยาศาสตร์ที่ทำการศึกษาร่างกายมนุษย์
ให้เหตุผลและที่มาที่ไปของอาการต่างๆ ทั้งในความคิด ความเชื่อ ความรู้สึก ในจิตใจ
ได้เกือบทั้งหมดทั้งสิ้น
หรือบางเรื่องที่เรายังไม่ได้สนใจจะหาคำตอบ
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก็มีคำตอบที่ทำให้เราต้องกลับมาค้นหาอะไรมากขึ้น


หนังสืออีกหนึ่งเรื่องที่ไปหยิบมาจากชั้นหนังสือของทีวีไทย
พูดถึงพลังของความเชื่อ พลังของจิตใจที่เหนือทุกอย่าง ชนะความจำกัดของร่างกายทุกส่วน
พลังทางจิตวิญญาณที่นำมาซึ่งความสำเร็จ
ทำให้เกิดอะไรก็ได้ ตามความปรารถนาในใจมนุษย์

อ่านแล้วงงทั้งคู่
ไม่รู้ว่าอะไรมาก่อน มาหลัง
ข้อมูลในสมองมันตีกัน

แต่ที่แน่ๆ ทั้ง 2 เรื่อง แสดงถึงมหัศจรรย์ของธรรมชาติ
หมี่เรียกว่า มหัศจรรย์การทรงสร้าง

อยากจะหายงง อยากจะสยบความเคลื่อนไหวในสมองและจิตใจ
กลับมาถามไถ่จากผู้สร้าง น่าจะง่ายที่สุด

28.5.52

ปกป้อง...ตัวเอง

เวลาที่เรารักใคร เราก็มักจะอยากปกป้องเขา
เช่นเดียวกัน เมื่อเรารักตัวเรา เราก็จะปกป้องตัวเราให้พ้นจากอันตรา่ย

เรื่องมันมีอยู่ว่า...
บางทีเราก็ปกป้องตัวเองจากอันตรายทางความรู้สึกของเรามากเกินไป
ไม่ยอมให้เกิดอาการเจ็บปวดในจิตใจ ไม่ยอมให้ตัวเองเสียใจ

เคยได้ยินเรื่องเม่นหลายตัวที่เบียดกันเพื่อให้อุ่นในหน้าหนาวไหมคะ
เวลาที่เม่นมันเบียดกัน ขนแหลมๆ ของมันก็จะทิ่มแทงกันและกัน
แล้วก็จะเจ็บ...
ทั้งทำให้ตัวอื่นเจ็บ และทำให้ตัวมันเองเจ็บ
แต่ถ้าไม่เบียดกับเม่นตัวอื่น
ก็จะหนาวตาย...

ก็คงต้องเลือก ว่าอยู่ตัวเดียว และตายด้วยความหนาว
หรือเบียดเสียดกับตัวอื่นๆ ให้อุ่น แต่เต็มไปด้วยการทิ่มแทงที่เจ็บปวด

ขั้น advance ที่ทำให้ไม่ต้องหนาวตายและไม่ต้องเจ็บปวดนี่แหละ...
ที่เราเรียกว่าปกป้องตัวเอง

เคยเห็นบางคน ที่สร้างสัมพันธ์กับคนทุกคนได้อย่างดี ไม่มีปัญหา
เขาจะมีคำพูดที่ทำให้ทุกคนสบายใจ ไม่ว่ามันจะดีหรือไม่ดี จริงหรือไม่จริงอย่างไร
และเมื่อเขาเองไม่สบายใจ เขาก็จะมีคำพูดที่ทำให้ตนเองสบายใจ
ไม่ว่ามันจะกระทบกับใคร จริงไม่จริงอย่างไร

เนื่องจากว่าความสัมพันธ์ที่เขามีกับทุกคน เป็นความสัมพันธ์ที่ดี
และตัวเขาเองก็มีเหตุผลที่ดีให้กับตัวเองเสมอ
ทำให้คนรอบข้างก็ไม่อยากจะไปเตือนหรือพูดให้ขัดหู
เดี๋ยวจะเสียความสัมพันธ์

วิธีการนี้ก็ดี ปกป้องตัวเองจากอันตรายทางความรู้สึกได้ดี
.
.
.

มีบางคน เลือกที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่นด้วยการไม่แคร์ในสิ่งที่คนอื่นทำ
เลือกที่จะไม่โดนกระทบความรู้สึก ด้วยการไม่ใส่ใจคนอื่น
ส่งผลให้ตัวเอง ทำในสิ่งที่ไม่แคร์คนอื่นด้วยเช่นกัน
เมื่อเกิดความผิดพลาดบางอย่าง
ก็จะไม่มีใครเข้าไปหาเขา เพราะความห่างที่เขาสร้างขึ้น

เป็นอีกหนึ่งวิธี ที่ช่วยสร้างกำแพงกั้นความเจ็บปวดในจิตใจ
.
.

การค้นพบว่าตัวเองล้มเหลว ผิดพลาด ไม่ดีพอที่คนอื่นจะรัก
ไม่ได้รับการยอมรับ ไม่ได้เป็นอย่างที่อยากเป็น...
มันเจ็บปวดอย่างนั้นเลยเหรอคะ

เม่นที่พองขนออก เพื่อป้องกันขนเม่นตัวอื่นมาทิ่มแทงตัวเอง
มันก็ทำให้เม่นตัวอื่นเจ็บมากขึ้นอีกนะ

และถ้าเม่นตัวอื่นเจ็บปวดมากเข้า ทนไม่ไหว
ขอถอยออกไป แล้วทิ้งมันไว้อยู่ตัวเดียว
วันหนึ่ง มันก็จะหนาวตายอยู่ดี...


ความสัมพันธ์ของมนุษย์เป็นเรื่องเลวร้ายอย่่างนั้นเลยเหรอคะ
หมี่ไม่เชื่อนะ...

ถ้าเราหยุดกลัวที่จะเจ็บ กล้าหาญที่จะรู้จักกัน
และเปลี่ยนแปลงกันและกันอย่างจริงใจ

ขนแหลมๆ ของเม่น น่าจะกลายมาเป็นขนนุ่มๆ ได้นะ
ทีนี้ยิ่งเบียดกันก็ยิ่งนุ่ม ยิ่งอบอุ่น